วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยำส้มสายน้ำผึ้ง

ยำส้มสายน้ำผึ้ง

ยำส้มนี้เป็นยำโบราณ ตำรับต่อไปนี้โรงเรียนแม่บ้านทันสมัย ของ อ.พลศรี คชาชีวะ ได้ดัดแปลงปรุงรสขึ้น เพิ่มเนื้อกุ้ง ประดับด้วยใบสะระแหน่ และจัดแต่งลงในผลส้มเปลือกหนาของฝรั่ง เป็นอาหารออเดิร์ฟที่กินเย็นๆ เล่นๆ อร่อยชื่นใจ จัดเป็นอาหาร fusion food ได้อย่างหนึ่ง ผสมผสานระหว่างรสชาติไทยๆ กับการตกแต่งแบบตะวันตก ส้มที่ใช้ควรเป็นส้มสายน้ำผึ้ง อร่อยที่สุดกว่าส้มอื่นๆ ส่วนเนื้อของส้มฝรั่งนั้นให้เอามากินเปล่าๆ หรือคั้นน้ำ อย่าใส่ไปด้วย เสียรสหมด


ยำส้มสายน้ำผึ้ง

4 ที่ ได้รับพลังงานที่ละ 164 แคลอรี่
ตำรับจากหนังสือแม่บ้านทันสมัย อาหารเพื่อสุขภาพแบบไทยๆ


ยำส้มนี้ถ้าส้มเปรี้ยว หรือหวาน ก็เพิ่มลดส่วนผสมน้ำยำให้เหมาะสม เช่น ส้มไม่เปรี้ยวก็ใส่น้ำมะนาวเพิ่ม ส้มหวาน ก็ไม่ต้องใส่น้ำตาล พึ่งรสจากธรรมชาติ ถ้าชอบเผ็ดหั่นพริกขี้หนูใส่ไปด้วย แต่จริงๆ ยำนี้รสจะไม่จัด เป็นอาหารยั่วน้ำย่อยก่อนอาหาร รสเปรี้ยว หวาน เย็น ให้ไวตามิน ซี กินแล้วชื่นใจ
เปลือกส้มสายน้ำผึ้งค่อนข้างบาง แตกง่าย อาจจะเปลี่ยนเปลือกส้มผิวหนาแทน

ส่วนผสมน้ำยำ
กระเทียมหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าแดงหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
โขลกกระเทียมกับพริกชี้ฟ้าให้แหลก ใส่น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะนาว คนให้ละลาย ชิมรสดู ถ้าส้มเปรี้ยว หรือหวาน ลดเปรี้ยว หวานให้พอดี
ส่วนผสมอื่น
ส้มสายน้ำผึ้ง 4 ผล
เนื้อกุ้งต้มหั่นเล็กๆ 1 ถ้วย
หอมแดงเจียว 1/4 ถ้วย
กระเทียมเจียว 1/4 ถ้วย
ถั่วลิสงคั่วบด 1/2 ถ้วย
ผิวส้มซอยบางๆ 1/4 ถ้วย
ใบสะระแหน่ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ

1. ผ่าส้มครึ่งลูก ค่อยๆเฉือนเนื้อส้มออกจากเปลือก อย่าให้ช้ำ เฉือนขุยขาว หรือใยส้มทิ้งให้หมด แล้วหั่นส้มเป็นชิ้นเล็กๆ เปลือกส้มเก็บไว้
2. นำส้มที่หั่นไว้ลงเคล้าเบาๆ กับน้ำยำ ใส่หอมเจียว กระเทียมเจียว ถั่วลิสงคั่ว ผิวส้ม เคล้าให้เข้ากัน ตักใส่เปลือกส้ม โรยใบสะระแหน่ พริกแดง ผิวส้มอีกเล็กน้อย แช่เย็นก่อนเสิร์ฟประมาณ 15 นาที

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ของกินในสวน

มะเหมี่ยวกับตะลิงปลิง

ยศพิชา คชาชีวะ


ยำเกสรชมพู่มะเหมี่ยว

หน้านี้ชมพู่มะเหมี่ยวกำลังออกดอกสีชมพูอมม่วงสดสะพรั่ง เวลาเกสรมันล่วงโคนต้นเหมือนพรมสีชมพู สมัยเด็กๆ ที่บ้านผมมีอยู่ต้นหนึ่ง ผมชอบไปนั่งเล่นใต้ต้นให้เกสรชมพูมะเหมี่ยวร่วงใส่หัวใส่ตัว โรแมนติคกว่าดอกซากุระซะอีกจะบอกให้

ชื่อของชมพู่มะเหมี่ยว บอกเป็นนัยๆว่า ไม่ใช่ผลไม้ของไทยดั้งเดิมแน่ ค้นไปมาจึงเจอว่าเป็นของทางมาเลย์ อินโด ขยายพันธุ์มาเรื่อย มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Malay Apple คนไทยบางคนออกเสียงยานคางว่า ม่าเหมี่ยว หรือ เรียกว่า ชมพู่สาแหรก ไปเลย

เมื่อเด็กๆ ผมพอรู้มาเหมือนกันว่าเกสรชมพู่มะเหมี่ยวนี้นำมาทำยำกินได้ แต่คุณแม่ไม่กล้าเก็บมาทำ เพราะไม่เคยเจอใครกินเป็นตัวอย่าง และไม่รู้ว่ายำยังไง เลยอดกินตั้งแต่นั้นมา

เวลาเจอเกสรสีชมพูนี้ร่วงอย่างน่าเสียดายที่โคนต้น บางทีติดอยู่ตามหลังคาบ้าน ก็นึกถึงทุกทีว่าเมื่อไหร่จะได้ลองกินยำเกสรชมพู่มะเหมี่ยวบ้าง คงสวยและอร่อยพิลึก

บ้านพักในสวนครูกาด

มาเมื่อไม่กี่วันนี้ มีโอกาสได้ไปนครนายก ไปพักที่โฮมสเตย์บ้านครูกาด ซึ่งท่านเป็นครูสอนเด็กนักเรียนและมีอีกอาชีพทำสวนผลไม้ กับบ้านพักให้คนได้มาเที่ยวกัน ผลไม้ในสวนของครูกาดหลักๆ มีมะยงชิด ทุเรียน มังคุด ส้มโอ ตะลิงปลิง ชมพู่มะเหมี่ยว (เสียดายสุกไม่พร้อมกัน ช่วงที่ไปมะยงชิดเริ่มสุก พอแอบเด็ดมาเชยชมได้ด้วยความเกรงใจ เพราะมะยงชิดโลละ 200 – 300 บาท)

ยำผักกูด

ครูกาดให้แม่บ้านทำอาหารเย็นให้กินด้วย มียำผักกูด ซึ่งขึ้นมากแถวน้ำตก ต้มยำไก่บ้าน ไข่เจียว (อาหารประจำชาติ) ผัดผัก พอดีผมเห็นต้นชมพู่มะเหมี่ยวกำลังออกดอกเต็มต้น เลยอ้อนขอครูกาดทำยำเกสรชมพู่มะเหมี่ยวให้กินอีกสักจาน ครูกาดก็ดีใจหายสมกับเป็นครู รับคำครับๆ จดลงไป แถมยังบอกว่า ถ้ามีดอกดาหลาจะยำใส่ผสมไปให้ด้วย มันเข้ากันดี๊ดี...

ถึงตอนเย็นอาหารฝีมือแม่บ้านครูกาดตั้งโต๊ะรอท่า ยำผักกูดใส่หมูสับ หอมแขกซอย (ใหญ่กว่าหอมแดงบ้านเรา) พริกขี้หนูหั่น ส่วนยำเกสรชมพู่มะเหมี่ยวเป็นสีม่วงชมพูสด ตัดกับใบสะระแหน่ที่โรยมาข้างหน้า น่ากิ๊น น่ากิน สมกับการรอท่ามาตั้งแต่เด็ก เป็นยำขาว เหมือนยำผักกูด คือ น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว ในปริมาณที่เกือบเท่าๆ กัน แล้วแต่เอาเค็ม หวาน เปรี้ยว มากน้อยแค่ไหน แต่ยำเกสรชมพู่นั้นใส่ถั่วลิสงโรยมาด้วยเพื่อให้แตกต่าง ไม่ใส่หอมแดงเพราะจะมาแย่งรสอมเปรี้ยว ฝาด หอมๆ ของเกสรชมพู่ไปซะ ความเผ็ดนี่สิพอดีกัน เขี่ยพริกออกมาไว้ยำได้อีกสองจาน เสียดายไม่มีดอกดาหลาซึ่งมีรสอมเปรี้ยวและหอม (จิ้มน้ำพริกกะปิ หรือ กะปิคั่วก็อร่อย)

ที่จริงยำเกสรชมพู่นั้นแต่โบราณเขานิยมโรยหอมเจียว กระเทียมเจียวด้วย ในหนังสือ "จานด่วนชวนอร่อย ไม่ด้อยคุณภาพ" ของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานตำรับ "ยำเกสรชมพู่" ที่ทรงคิด ปรุง ชิม และพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำมาเผยแพร่ด้วย สูตรของพระองค์ท่านมีดังนี้

“เครื่องปรุง จะมี เกสรชมพู่ ครูอังกาบบอกว่า วิธีเก็บต้องเขย่าเบาๆ ให้ร่วงไม่ให้เด็ด ใช้ประมาณ 4 ถ้วยตวง (ถ้าไม่มีถ้วยตวงใช้ถ้วยชาฝรั่ง) หมูต้ม หั่นเป็นเส้นบางๆ ยาว 3/4 นิ้ว จำนวน 1 ถ้วยตวง กุ้งต้มหั่นหรือสับหยาบๆ 1 ถ้วยตวง หอมเจียว กระเทียมเจียว มากหรือน้อยตามความชอบและตามสุขภาพ พริกชี้ฟ้าแห้งหั่นเป็นเส้นๆ นำไปทอด นำน้ำปลา น้ำตาลเคี่ยวให้เหนียวอัตราส่วน 1:2 ถั่วลิสงหั่นฝอย และน้ำมะนาว

วิธีการปรุง เทเกสรชมพู่ลงในชามใหญ่ และเทเครื่องปรุงอื่นๆ เข้าไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ชิมรสตามที่ชอบใจ เสร็จแล้วโรยพริกชี้ฟ้าสำหรับตกแต่งให้สวยงาม น้ำยำเวลารับประทานจึงคลุกจะได้ไม่เปลี่ยนรส

บางตำรับเพิ่มหนังหมูต้มหั่นจะได้กรุบๆ แต่อ้วน ไม่ดีต่อหัวใจ หรือเพิ่มกุ้งต้มหั่น หมูสับ ผมว่าเอามายำแบบถั่วพู เพิ่มน้ำพริกเผา มะพร้าวทึนทึกขูดคั่วหอมๆ น่าจะดี แต่สีอาจจะไม่สวย

น้ำยำจะไม่เคี่ยวน้ำเชื่อมก็ได้ ใช้ตีน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาวผสมเอา

การเขย่าเกสรชมพู่ต้องเขย่าจากดอกที่บานจัดๆ ไม่งั้นไม่ร่วง ดอกเพิ่งเริ่มบานอาจจะสำเร็จโทษเด็ดออกมาเลย ถ้ามันรวมกันมีหลายดอก เป็นการเอื้อให้ดอกที่เหลือเจริญเป็นชมพู่ลูกโตๆ ไม่ต้องแย่งอาหารกัน ส่วนเราได้กินยำเกสรชมพู่ หรือถ้าขี้เกียจปีนเก็บ ใช้ผ้าขาวสะอาดปูโคนต้น รอให้เกสรร่วง สักครึ่งวัน ก็พอกินแล้ว

เกสรชมพู่กับดอกดาหลายังเอาไปใส่ข้าวยำปักษ์ใต้ สีม่วงๆชมพูอย่างนี้เดาได้ว่ามีสารต้านมะเร็งสูง ค้นดูชื่อ แอนโทไซยานิน แบบเดียวกับที่มีในลูกไม้และผักสีม่วงแดงต่างๆ กันการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้หลอดเลือดโปร่งด้วย คนชอบกินของมันๆ กินดี ในลูกชมพู่มะเหมี่ยวก็มีสารนี้ที่เปลือกมากเช่นเดียวกัน เสียดายคนกินไม่ค่อยเป็น เจอชมพู่มะเหมี่ยวเนื้อนิ่มๆ อมเปรี้ยวอมหวาน อร่อยออก อย่าจิ้มพริกกะเกลือมาก ไม่ดีต่อสุขภาพ

การเตรียมเกสรชมพู่ ดอกดาหลา แค่ล้างน้ำสะอาดก็พอ บางท่านให้แช่น้ำเกลือลดความฝาด แต่ผมว่าชอบฝาดๆ ดีแล้ว ดอกดาหลาเด็ดกลีบอ่อนเอามาหั่นซอย หรือกินกับน้ำพริก เด็ดเป็นกลีบ

ใบอ่อนของชมพู่พันธุ์ต่างๆ กินได้แบบเดียวกับใบมะม่วงอ่อน ใบมะยมอ่อน จิ้มน้ำพริก หลนต่างๆ พวกนี้จะออกรสฝาด อมเปรี้ยว ใบมะม่วงพิมเสนจะหอมกว่ามะม่วงอื่น

ในสวนครูกาดยังมีตะลิงปลิง เปรี้ยวหัวขาดพอๆ กับมะดัน อาจจะนุ่มนวลกว่าหน่อย เก็บมาสับใส่น้ำปลา พริกขี้หนู หอมแดงซอย กระเทียมซอย แล้วกินกับปลาทอด ไข่ต้มยางมะตูม แค่พูดก็น้ำลายสอแล้ว หรือจะเอาไปใส่น้ำพริกกะปิ โดยลดน้ำมะนาวแต่ทีแรกไว้ก่อนใส่ตะลิงปลิงสับลงไปตำเคล้า ไม่เปรี้ยวค่อยเติมน้ำมะนาว มะดันหรือมะยมก็เอามาตำน้ำพริกแบบนี้ได้

การตำน้ำพริกกะปิสำหรับคนไม่เคยตำ ยกครกหินมาตั้งเข้า โขลกกระเทียม 10 กลีบ พริกขี้หนู 10 เม็ด (ครูสอนทำอาหารอนุรักษ์บอกว่า ส่วนผสมต้องให้ลงเลขคี่ เช่น พริก 7 เม็ด 11 เม็ด ถึงจะขลัง) ใส่กะปิห่อใบตองปิ้งไฟหอมๆ 1 ช้อนชา หรือมากกว่าแล้วแต่กะปิเค็มไม่เค็ม เหม็นหรือหอม ตามด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว (ใส่ตะลิงปลิง หรือมะดันสับแทนน้ำมะนาวตอนนี้) ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ชอบน้ำพริกคล้ำๆ ใช้น้ำตาลปี๊บ ให้รสเปรี้ยว เค็มนำ หวานตาม ตำแบบนี้จะได้น้ำพริกกะปิแบบใสๆ ชอบแบบข้นตำกุ้งแห้งป่นผสมลงไปด้วย หรือจะใช้ปลาแห้งย่างก็หอมดี

เด็กสมัยนี้กินมะเขือพวงไม่เป็น แต่ผมชอบ ให้เยื่อใยอาหารสูง และน้ำพริกกะปิบุบมะเขือพวงใส่ไปด้วย มีเม็ดลอยสวยดีเป็นเอกลักษณ์ เอาพริกขี้หนูเม็ดเขียวแดงเล็กๆ เด็ดหางลอยไปด้วยยิ่งเก๋ใหญ่ ใครเผลอเคี้ยวเข้า เขาเรียกว่าลูกโดด เป็นอ้าปากไม่หุบ แต่บางคนก็ชอบ เคี้ยวพริกกร้วมๆ หน้าตาเฉย

การตักน้ำพริกจากครก สมัยก่อนทั้งย่า ทั้งแม่ ต้องกลับเปลือกมะนาวครึ่งลูกมาช้อนน้ำพริก ให้ได้กลิ่นหอมจากเปลือกมะนาว ตอนนี้ไม่เคยเห็นใครทำ ผมว่าถึงแม้จะได้กลิ่นเพียงน้อยนิดของเปลือกมะนาว แต่มันเป็นความสุนทรีย์ของการตำน้ำพริกอยู่กับบ้าน บ่งบอกถึงความใจเย็นแม่ครัวไทย

จากน้ำพริกกะปิ ทำน้ำพริกผักชี หั่นผักชีลงไปมากๆ ตำไปด้วย น้ำพริกตะไคร้ซอยตะไคร้อ่อนลงนำหน้า ตำๆ ตั้งแต่ต้น ค่อยใส่เครื่องอื่น น้ำพริกมะเขือ ให้เอามะเขือพวงไปปิ้งไฟ หรืออบ พอเกรียม แล้วมาบุบใส่ไปเยอะๆ อันนี้เป็นน้ำพริกมะเขือพวงแบบง่ายๆ มีแบบวิลิศมาหรา เป็นตำรับจากหนังสือ ตำรับสายเยาวภา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท พระราชธิดาของรัชกาลที่ 5

ตำรับ “น้ำพริกมะเขือพวง” ของพระองค์ท่านว่าไว้อย่างนี้ครับ

“เครื่องปรุง ปลากรอบ กระเทียม กะปิ เกลือ พริกชี้ฟ้า มะเขือพวง มะอึก ส้มเหม็น มะนาว ระกำ มะดัน น้ำเคยดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ ปลากรอบแกะใช้แต่เนื้อ โขลกให้ละเอียด กะปิเผาไฟ ซอยมะดัน หั่นมะอึก ส้มเหม็นทั้งเปลือก ระกำใส่โขลกพอควร เผามะเขือพวง พริกชี้ฟ้าใส่บุบพอแตก จึงปรุงรสด้วยน้ำเคยดี น้ำตาล น้ำมะนาว น้ำส้มเหม็น ให้เปรี้ยว เค็ม หวาน ตามชอบ”

ดูแล้วน่าจะอร่อยมีเปรี้ยว หวานจากผลไม้ต่างๆ และมะเขือพวงเป็นเนื้อเป็นหนัง หอมกลิ่นปลากรอบด้วย มะอึกคือลูกเหลืองๆที่มีขน นำมาขูดขนล้างน้ำ แล้วหั่นเป็นเสี้ยวเล็กๆ มะดันใช้ตะลิงปลิงแทนได้ ระกำเปรี้ยวเดี๋ยวนี้หายาก ไปปลูกสละกันหมด ใช้สละเปรี้ยวได้ แต่กลิ่นแรงกว่าระกำ ส่วนส้มเหม็น ไม่มีใครรู้จักแล้ว ต้องคนแต่ก่อนแถวสวนส้มบางมด คือส้มเขียวหวานลูกอ่อนๆ นั่นเอง เขาปลิดทิ้งไม่ให้มันแย่งกันโต แม่ค้าก็เก็บมาขายได้ ใช้น้ำกับเปลือกใส่น้ำพริก คงหอมกลิ่นส้มดี ผมไม่รู้ว่าจะหาอะไรแทนได้ ส้มจี๊ดที่ปลูกๆ กันลูกเล็กๆ ออกจะเปรี้ยวจี๊ดสมชื่อ ใส่ไปน้ำพริกจะเสียรส ยกเว้นใครปลูกต้นส้มเขียวหวานไว้ พอจะมีทาง

น้ำพริกตะลิงปลิง น้ำพริกมะดันเหลือ นำไปผัดกับข้าว โดยหุงข้าวสวยๆ ตีกระเทียมผัดกับน้ำมันหน่อย แล้วเอาน้ำพริกที่เหลือลงผัดให้หอม ค่อยใส่ข้าวลงไปผัด ถ้าไม่เค็มเหยาะน้ำปลาเล็กน้อย เวลาเสิร์ฟ โรยกุ้งแห้งทอดกรอบ แตงกวาหั่น เอามะดันหรือตะลิงปลิงประดับไปด้วยแต่อย่ากิน

ทั้งตะลิงปลิง มะดัน ยังอาจนำมาปรุงรสต้มแซ่บ ต้มยำแทนมะนาว โดยทุบพอแตกใส่ไปทั้งลูก หรือ นำมาสับให้ละเอียดใส่ลงไปทั้งอย่างนั้น ไม่ต้องคั้นน้ำ ก็เปรี้ยวได้ทันใจ เสียดายที่ครูกาดไม่ได้ออกเมนูไก่บ้านต้มตะลิงปลิง มาให้กินเย็นนั้นด้วย สงสัยครูคงลืมว่าในสวนมีตะลิงปลิงอยู่เป็นแน่แท้


วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ครัวร้านอาหารที่ดีต้องเป็นอย่างไร



ผมโชคดีมีโอกาสไปเที่ยวชมร้านอาหารต่างๆ อยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ร้านเป็นเพิงจนถึงครัวโรงแรมใหญ่ ส่วนใหญ่จะขอมุดเข้าไปถึงในครัว ทำให้ได้เห็นครัวสภาพต่างๆ มาหลายรูปแบบ
ครัวหนึ่ง พ่อครัว ลูกครัว ต้องเล่นสเก็ตช์ ใช้วิธีไถลไปกับพื้น เนื่องจากพื้นมันลื่นมาก ปูกระเบื้องสีขาวแบบลื่น เดินธรรมดาอาจจะประสบเหตุง่ายกว่าซะอีก ผมถามเขาว่า ไม่ลื่นหกล้ม ชนกันบ้างหรือ พ่อครัวร่างใหญ่ตอบว่า ชินแล้วครับ อาศัยการฝึกฝน ถือของ แบกอาหาร แล้วไถลไปด้วยรองเท้าพื้นเรียบๆ ที่ผ่านมายังไม่เคยประสบอุบัติเหตุใหญ่โต แค่ของหกเล็กน้อย ประเภทของร้อนหกลวกยังไม่เคย นับว่าโชคดีไป
อีกครัวหนึ่ง แหงนคอขึ้นไปนึกว่าอยู่ในเรื่อง "สไปเดอร์แมน" มีแต่หยากไย่แมงมุม ฝุ่นจับดำปึ๊ดดำปื๋อ รวมทั้งคราบน้ำมันด้วย มันห้อยระโยงระยาง ไม่ต้องไปดูถ้ำหินงอกหินย้อยที่ไหนเลย อย่างงี้สยองมากกว่าชื่นชม คิดดูว่าอะไรมันจะร่วงใส่จานอาหารเสิร์ฟลูกค้าบ้างหรือเปล่า
ร้านอาหารหนึ่ง เจ้าของเป็นคนใจบุญสุนทาน รักสัตว์ รักหมา จึงเลี้ยงหมาไว้ในร้าน เจ้าของไปไหนมันก็ตามไปด้วย เจ้าของทำครัว มันก็ไปนอนเฝ้าในครัว เจ้าตัวนี้ขนยาวฟู จึงไม่ต้องห่วงเรื่องว่าจะมีเห็บหรือหมัด มีแน่นอน นอนตรงไหนขนก็ร่วงตรงนั้น เดี๋ยวก็ยกขาขึ้นเกาๆ ตามประสาหมา ใครจะชมว่าอาหารร้านนี้อร่อยยังไง ผมไม่เอาด้วยล่ะครับ
เข้าไปดูครัวใหญ่ของร้านอาหารใหญ่ โอ้โห...มันกว้างอะไรเช่นนี้ วิ่งเล่นได้เลย แต่พนักงานครัวแอบบ่นให้ผมฟัง "เมื่อยครับ เมื่อย" จะหยิบอะไรทีต้องวิ่งไปหยิบท้ายห้อง มาหน้าห้อง เดี๋ยวหยิบของจากตู้เย็นใหญ่ เดี๋ยวหยิบจากสโตร์ วิธีแก้ปัญหานี้ง่ายนิดเดียวครับ ทำตู้เย็นย่อย จุดเก็บของย่อย เบิกจ่ายเป็นวันๆ จะหายเมื่อยขึ้นเยอะ
ปัญหาในครัวยังมีอีกมากมายครับ เฉพาะปัญหาจากโครงสร้างของครัวก็มหาศาลแล้ว ยังไม่นับปัญหาของบุคลากร ทั้งคดีทะเลาะเบาะแว้ง คดีชู้สาว ขี้อิจฉา เหม็นขี้หน้า ขี้โกง ขโมยของ แม้แต่พ่อครัวทำอาหารไทยไม่เป็น เคยเจอมั้ยครับ ทำแกงเขียวหวาน เอาทุกอย่างเทรวมกันแล้วต้ม กลายเป็นแกงเขียวหวานเสิร์ฟให้ลูกค้ากิน มีเยอะนะครับ แกงเขียวหวานประเภทนี้ จะบอกให้
แต่เฉพาะตอนนี้เอาเรื่องโครงสร้างครัว การจัดครัวเห็นจะพอ ข้ามไปเรื่องบุคลากรจะยาวมาก ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาจากการที่ได้รับเกียรติให้ไปบรรยายเรื่อง "การจัดการครัวอย่างมีประสิทธิภาพ" ให้ผู้เข้าอบรมของสมาคมการบริหารโรงแรมไทยฟังเมื่อไม่กี่วันก่อน
ก่อนลงมือสร้างครัว ควรจะได้ศึกษาเรื่องนี้พอควร ไม่งั้นจะชีช้ำกะหล่ำปลีในภายหลัง เช่น ประหยัดเงินทุน ให้เทพื้นครัวเป็นซีเมนต์ขัด พอใช้งานน้ำหกหน่อย แกงหกหน่อยก็ลื่นปรื๋อซิครับ แถมยังแตกง่าย กักเก็บสิ่งสกปรกเป็นอย่างดี จะเปลี่ยนใหม่ก็ต้องรื้อเครื่องครัวออกทั้งหมด ถึงจะปูพื้นใหม่ได้
เรื่องของการประหยัดงบหรือพูดง่ายๆ ว่าขี้เหนียวอีกเรื่อง และเป็นปัญหาของหลายร้าน คือ ทำครัวเล็กไป ต้องการพื้นที่ขายไว้เอาเงินเยอะๆ คนครัวทำงานไม่สะดวก หันรีหันขวางชนกันแล้วกันอีก ต้องคอยตะโกนบอกกัน "ร้อนครับๆ หลีกหน่อย" ครัวเล็กๆ ยังร้อนมาก อัดคนเข้าไป 10 คนยิ่งร้อนเหงื่อตก ทำงานไม่มีความสุขหรอกครับ อยู่หน้าเตา เหงื่อหยดติ๋งๆ ใส่น้ำแกง ไม่ต้องใส่น้ำปลาให้เปลือง ประหยัดแน่
ตามหลักทฤษฎีการสร้างครัวร้านอาหาร เขาบอกไว้ว่า ต้องมีพื้นที่ครัวอย่างน้อย 1 ใน3 ของร้านทั้งหมด ถึงจะพอให้ยืนทำงานได้สะดวก และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับพื้นที่บริการ อย่างกครับ อย่างก ผมเจอมาแล้วหลายร้านที่ต้องทุบผนัง ต่อหลังคาขยายครัวเพิ่มขึ้น เพราะคนครัวทำงานไม่สะดวก อาหารออกช้า ลูกค้าก็ไม่พอใจ ขี้เกียจรอ เผลอๆ ชิงหนีออกจากร้านก่อน หรือ ยกเลิกอาหารจานนั้นไปเลย ทำให้ร้านต้องเสียรายได้ที่ควรจะได้
ก่อนลงมือออกแบบครัวจึงต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ทุกเรื่อง แล้วบอกกับสถาปนิกเขา หรือเราเป็นสถาปนึกเองก็อย่าลืมตกหล่นซักข้อเดียว แล้วจะได้ครัวที่สมบูรณ์ ทำงานสะดวก
1.การออกแบบครัว แบบครัวมาตรฐานมักจะเป็นรูปตัวยู เพราะจะทำให้เข้าทางออกทาง ไม่ต้องเดินสวนกัน ส่วนตรงกลางมักจะเป็นหัวเตาร้อน หรือถ้าที่ไม่พอก็นำหัวเตาร้อนไว้ซีกหนึ่ง อีกซีกเป็นส่วนเตรียมอาหาร จัดอาหาร ตู้เย็น ตู้เก็บของก็เรียงกันไปในลักษณะที่หันมาหยิบฉวยได้สะดวก ส่วนหน้าห้องเป็นส่วนรับออเดอร์ กับครัวเย็น คือทำผลไม้ จัดสลัด บางที่อาจแยกส่วนนี้ออกไปอีกห้องเลย ส่วนหลังห้องเป็นห้องเก็บของ ตู้เย็นใหญ่ ห้องทำงานของหัวหน้าพ่อครัว ห้องน้ำ และประตูเปิดออกไปทิ้งขยะ ขนส่งข้าวของได้
อย่าออกแบบครัวให้ยักเยื้อง ซิกแซก อ้อมหน้าอ้อมหลัง ให้ทำงานเรียงกันไปได้สะดวก

องค์ประกอบในครัวที่ต้องเว้นที่ไว้แน่ๆ คือ
- เคาน์เตอร์รับและออกอาหาร อาจจะเป็นที่เดียวกัน หรือ ใกล้ๆกัน จะได้ไม่ตีกัน
-โต๊ะจัดอาหารครัวเย็น จัดสลัด ผลไม้ แกะสลัก ใกล้ๆ โต๊ะนี้ต้องมีตู้เย็นไว้เก็บของผักให้สด หรือจานที่จัดหัวจานไว้ บางที่ส่วนนี้อาจจะใหญ่ เช่น ในห้องอาหารญี่ปุ่น
- หัวเตาร้อนหลายหัว กี่หัวตามความต้องการการใช้ กี่กระทะ กี่หม้อ หัวเตาเลือกแบบเตาฟู่ เตาเรียบ ตามชนิดของการปรุงอาหาร จีน ไทย ฝรั่ง ถ้าครัวหนึ่งมีอาหารหลายประเภท ต้องแบ่งส่วนการใช้ให้ถูก พ่อครัวมักแยกตามประเภทของอาหาร บางร้านเน้นอาหารไทยมากกว่าอาหารอื่นก็จับรวมกัน ครัวจีนจะสร้างหัวเตาและรางระบายน้ำไว้ติดกัน เพื่อล้างกระทะได้ง่าย
- ตู้เย็นต่างๆ แบบแช่แข็ง แบบแช่ของเตรียมทำ ตู้ทำน้ำแข็ง จะเอาตรงไหนไว้ตรงไหน คิดให้ดี ก่อนวางครับ ไม่งั้นย้ายยาก
- ตู้เก็บของ เก็บซอส ตู้เล็กตู้ใหญ่ ตั้งในที่ใกล้กับการเตรียมอาหารหยิบฉวยได้ง่าย ทำชั้นหรือตู้ข้างล่างที่ประกอบอาหาร หรือเหนือหัว จะช่วยเพิ่มที่เก็บของขึ้นให้ได้มาก ประหยัดเนื้อที่
- ตู้เก็บอุปกรณ์ จาน ชาม หม้อไฟ มักจะเป็นชั้นเหนือหัว หรือชั้นใต้ส่วนเตรียมอาหาร
-ส่วนจัดล้างภาชนะ ล้างจาน ล้างแก้ว ต้องแยกกัน ไม่งั้นกลิ่นคาวปนได้
-ส่วนจัดเตรียมของสด เช่นผักกองใหญ่ เนื้อสัตว์ เอามาตัดแบ่ง เตรียมปลาตัวโตๆ ต้องมีที่ชะล้างให้ด้วย
- ส่วนรับส่งของ มักจะเป็นนอกห้องครัว ใกล้กับส่วนจัดเตรียมของสด หรือเป็นที่เดียวกัน จะได้ไม่มาทำครัวสกปรก
- ส่วนทิ้งขยะ ตั้งให้ห่างจากครัวหน่อย มีที่ปกปิดมิดชิด แมลง และ กลิ่นจะได้ไม่มารบกวนครัว
- ส่วนห้องทำงานของหัวหน้าพ่อครัว และผู้ช่วย อันนี้เป็นการให้เกียรติ จะไม่มีก็ได้ ถ้ามีก็โต๊ะตัว เก้าอี้ตัว ตู้เก็บของ คอมพิวเตอร์ไว้ทำรายการอาหาร ค้นคว้า (ระดับนี้มักมีในภัตตาคารใหญ่ หรือ ครัวโรงแรม)
-ส่วนล้างมือพนักงาน เป็นส่วนสำคัญ พนักงานครัวต้องล้างมือกันตลอด เพราะมือเปื้อนง่ายๆ ได้ทั้งวัน ส่วนห้องน้ำให้ไปจัดไว้นอกห้องครัวแต่ใกล้ๆ กัน ไม่ควรให้อยู่ในครัวครับ
2. ช่องว่างทางเดิน ควรจะให้พอสวนกัน เข็นของไปมาได้ หรือเปิดบานประตูตู้เย็น ตู้เก็บของ คนเดินทำงานไม่ต้องหยุดชะงัก หรือจะนั่งลงยองๆ หยิบของในตู้ชั้นล่างก็นั่งได้ ข้างหลังเราคนยังเดินได้อยู่ ระยะห่างที่เหมาะสมคือประมาณ 1.80 เมตร สบายๆ ก็ 2 เมตร
3. โต๊ะต่างๆ อ่างล้าง ควรสูงประมาณ 75 ซม. ไม่สูงไป ไม่เตี้ยไปเหมาะกับไซส์คนไทย ยกเว้นฝรั่ง ชั้นล่างสุดใต้โต๊ะให้อยู่สูงจากพื้นประมาณ 15 ซม. เพื่อเอาไม้กวาดสอดเข้าไปทำความสะอาดได้ง่าย ไปดูเถอะครับโต๊ะมาตรฐานต่างๆ มักจะทำชั้นล่างสูงจากพื้นไม่ถึง 10 ซม. แล้วลองก้มไปดู จะพบขุมทรัพย์มหาสมบัติใต้ตู้นั้น เพราะไม่เคยล้วงไปทำความสะอาดได้เลย เผลอๆ อาจจะเจอแหวนเพชรก็ได้นา
4. ปลั๊กต่างๆ ติดให้สูงไว้ เพื่อการชะล้างพื้นได้ง่าย มีกระจายกันหลายจุด แต่อย่าซ่อนไว้ลึกลับ หรืออุปกรณ์ไปบัง
5. พื้น สำคัญมาก มีให้เลือกไม่กี่แบบ ต้องไม่ลื่น ไม่เป็นรูพรุน ไม่แตกง่าย ทำความสะอาดง่าย ราคาไม่แพง ซึ่งแต่ละอย่างที่จะว่าต่อไปนี้ มีดีและเสียไปอย่างละสองสามอย่าง
พื้นปูน ถูก ทำง่าย ไม่ลื่น แต่ช่างมักจะลาดพื้นไม่ดี น้ำขัง ปูนแบบขรุขระ เป็นที่กักเก็บเศษอาหาร ทำความสะอาดยาก
พื้นปูนขัด ถูก ทำง่าย แต่ลื่นสะบัด แตก บิ่นง่าย สะสมเศษสกปรก พื้นขังน้ำ ทำความสะอาดง่ายกว่าพื้นปูนธรรมดา
พื้นกระเบื้อง ราคาถูก ทำง่าย ลื่นไม่ลื่นแล้วแต่การเลือกกระเบื้อง น้ำไม่ค่อยขัง แต่แตกหักง่าย ซ่อมยาก เปลี่ยนแผ่นเดียวมักจะกระเดิด ร่องยาแนวเป็นที่สะสมสิ่งสกปรก
พื้นกระเบื้องยาง ลืมไปได้เลย เจอน้ำลอกง่าย เป็นรอยง่าย เดี๋ยวต้องทำใหม่
พื้นไม้ต่างๆ ลืมไปได้เช่นกัน ผุพังง่าย เก็บสิ่งสกปรกดีนัก
พื้นปูทับด้วยแผ่นยางเป็นตาๆ ดีที่ไม่ลื่น ปูง่าย เลือกปูพื้นที่ตรงไหนก็ได้ แต่ต้องดึงออกทำความสะอาดทุกวัน สิ่งสกปรกไปอุดตันง่าย
พื้นปูทับด้วยโพลียูรีเทน คอนกรีต อันนี้ดีมาก เคยเห็นมั้ยครับ พื้นที่เป็นเงาๆ เดินดังเอี๊ยดๆ ต้องสวมบู้ทไปเดิน พื้นนี้ทนต่อแรงกระแทก กรด ด่าง ไม่ลื่น ไม่ลอกง่าย แต่ปูทับพื้นปูนยากต้องให้ช่างบริษัททำ และที่แย่ที่สุดคือแพงหูฉี่ ตรม.ราคาต่ำสุดประมาณ 700 บาท ขณะที่พื้นอย่างอื่น ตรม.ละไม่กี่สิบจนถึง 100 กว่าบาท
เลือกพื้นไหน แล้วแต่กำลังทรัพย์ครับ ดีที่สุด ถูกที่สุด ในความคิดผม น่าจะเป็นพื้นกระเบื้องครับ แต่ต้องเลือกกระเบื้องอย่างชนิดปูพื้น ไม่ลื่น และผิวหน้าไม่มีร่อง ลวดลายอันใด

6. รางระบายน้ำ ทำให้พื้นลาดลงสู่ร่องระบายน้ำ กวาดน้ำได้ง่าย ใช้รางระบายแบบติดตะแกรงดีที่สุด ยกออกทำความสะอาด กวาดเศษอาหารได้ในแต่ละวัน รางระบายน้ำควรทำไปตามแนวยาวของห้องครัว อาจจะเป็นด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้านของห้องครัว หรืออาจจะอยู่กลางห้อง ถ้าตรงกลางไม่มีอุปกรณ์ใดๆ วางขวาง
7. ปล่องดูดควัน มีทั้งแบบร้านอาหารทั่วไปราคาหลักหมื่น และแบบภัตตาคารราคาหลักแสน หลักล้าน เอาปล่องสังกะสี หรือปล่องสเตนเลส การเดินท่ออย่าเดินให้ไกลจากมอเตอร์มาก จะยิ่งดูดได้น้อย และเกิดการสั่นตามหลังคา หัวสั่นหัวคลอน การเลือกร้านทำเป็นเรื่องสำคัญดูผลงานในอดีตของเขา ดูแบบ ขอไปดูของจริง การรับประกัน การบำรุงรักษา
8. การระบายอากาศ เพดานควรอยู่สูงจากหัวพอควร ไม่ให้อึดอัด มีช่องระบายอากาศ ติดตะแกรง เครื่องดักแมลง ปล่องดูดอากาศ พัดลมดูดอากาศ ห้องครัวติดแอร์ไม่ค่อยเหมาะกับห้องครัวไทย ครัวจีน เพราะความร้อนสูง เปลืองแอร์ เปลืองไฟ แต่ห้องเย็นๆ ก็ช่วยให้พ่อครัวใจเย็นทำอาหารอร่อยขึ้นเยอะ
9. หลังคา เพดาน เลือกวัสดุเรียบๆ ไม่แตกยุ่ยง่าย เมื่อเกิดมีน้ำรั่ว พวกยิบซั่มไม่เหมาะ ทำหลังคาสูงเลยก็ดี โปร่ง แต่ทำความสะอาดยาก
10. แสงสว่าง ติดไฟส่องสว่างให้พอ หรือมีช่องให้แสงเข้า พวกหลอดไฟเมื่อใช้ๆ ไปจะมัวลงเรื่อยๆ เพราะฝุ่นและไขมันจับ ไม่มีวิธีไหนดีกว่า ขึ้นไปเช็ดบ้าง
ผมว่า 10 ข้อใหญ่ กับ อีกหลายข้อเล็กๆ ที่ให้ไว้นี้ คงพอเป็นหลักให้จัดวางห้องครัวได้มาตรฐานพอควร ทำงานได้สะดวกสบาย พ่อครัว พนักงานจะอารมณ์ดี ทำอาหารอร่อย ลูกค้าติดใจ กลับมากินอีก เจ้าของก็แฮปปี้ซิครับ

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

สูเจ้าสบายดี เที่ยวกินสิบสองปันนา




“สูเจ้าสบายดี”

ยศพิชา คชาชีวะ

เที่ยวนี้ขอทักทายแบบภาษาคนไทลื้อสิบสองปันนา เพิ่งไปเที่ยวมาครับ ผมน่ะไม่ค่อยสบายดี เล่นเอาสะบักสะบอมเหมือนกัน เพราะสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองอยู่ในมณฑลยูนนานของจีน แต่ลงมาทางตอนล่าง เมืองเอกของยูนนานคือคุนหมิง ห่างจากสิบสองปันนาถึง 600 กว่าโล แต่สิบสองปันนาห่างจาก อ.เชียงของ ใน จ.เชียงรายแค่ 400 กิโลเมตรต้องใกล้กว่าแน่ๆ

อย่ากระนั้นเลยผมกับพรรคพวก มีญาติฝรั่งคนนึงไปด้วย เลยจองทัวร์นั่งเครื่องบินไปลงเชียงราย หารู้ไม่ว่าจากสนามบินต้องนั่งรถไปเชียงของอีก 120 กิโล พักรีสอร์ทหนึ่งคืน แล้วรุ่งเช้าทำพิธีตรวจคนออกเมืองเข้าเมือง ลงเรือข้ามฟากไปฝั่งลาว เรียกว่าฝั่งห้วยทราย นั่งรถตู้คดเคี้ยว กระดกกระดอนไปอีก 200 กว่าโล ถึงจะถึงชายแดนจีน เปลี่ยนเป็นนั่งรถบัส นั่งรถไปอีก 250 กิโลเมตร ถึงจะถึงเมืองเชียงรุ้ง เมืองหลวงของสิบสองปันนา

เดินทางไป 2 วัน รวมนั่งเครื่องบิน พัก 1คืน เดินทางอีกวัน ผลปรากฎวันรุ่งขึ้นเด็กสาวๆ ที่ไปในคณะ เดินชมนกยูงในสวนป่าอยู่ดีๆ เป็นลมล้มพับถึงกับต้องให้น้ำเกลือ ที่จริงเขามีเครื่องบินจากเชียงรายไปลงเชียงรุ้งเลย เผอิญทัวร์นี้ไม่ตรงเวลากับที่คณะผมต้องการ และแพงกว่าอีกพอควร

คนที่ร่างกายดีไม่เมารถง่าย ก็ไปเที่ยวเถอะครับ สิบสองปันนา ตลอดทางฝั่งลาว วิวสวยมาก ทางคดโค้ง เลียบภูเขา เห็นหุบเหว ภูเขาสลับซับซ้อน ฝั่งจีน ติดชายแดนลาวมีดงกล้วยหอมนุ่งผ้าถุงสีฟ้า ยังได้ลอดอุโมงค์ยาวๆ นับสิบที่เมืองไทยไม่มี บางแห่งยาวถึง 3 กิโล

บ้านเมืองผู้คนก็ดูใจดี ไม่เหมือนเที่ยวเมืองจีนนัก หน้าตาปนจีน ปนลาว ปนพม่า สิ่งก่อสร้างชอบมีหงอนๆ หรือช่อฟ้า แบบบ้านเรา หลังคายังเหมือนวัด เดินเข้าโรงแรมยังนึกว่าเข้าวัด ทั้งเมืองตึกรามสร้างหน้าตาอย่างนี้กันหมด ถามคนที่เขาเคยไปเมื่อ 10 ปีก่อน ว่าเป็นยังไง เขาบอก เปลี่ยนไปหน้ามือหลังมือ เมื่อก่อนเหมือนท้องทุ่ง ตึกรามไม่ค่อยมี มาตอนนี้เมืองขยายออกไปมาก สิ่งก่อสร้างกำลังสร้างเป็นทิวแถว ถนนหนทางนับว่าใช้ได้ แต่ที่ยังเหมือนเดิมอยู่คืออะไรทราบมั้ยครับ

ส้วม ครับ ส้วม พวกทัวร์เรียกส้วมในเมืองจีนว่า ส้วมชะโงก คือชะโงกดูหน้ากันได้ตอนดำตอนแดง เข้าส้วมไปอาจมีประตูหรือไม่มีประตู และมีฉากกั้นครึ่งตัว พอนั่งบนส้วมยองๆ เลยโผล่หน้าทักทายกันได้ อย่างนี้ถือว่าดีแล้ว แบบอนุรักษ์จริงๆ เป็นรางยาว ไม่ต้องมีฉากกั้นล่ะ คนท้ายแถวรู้หมดว่าเมื่อวานนี้คนหัวแถวกินอะไรมา หลักฐานมันฟ้อง ส่วนปลายท้าย มีช่องไหลออกลงบ่อหมัก เอาไว้ตักรดสวนผักต่อไป ผมเคยเจอส้วมแบบนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่หนานหนิง ในมณฑลกวางสี อยู่เหนือเวียดนามขึ้นไป เป็นส้วมแบบชาวบ้าน สมัยนี้อาจจะไม่เจอแล้ว ถ้าไปเข้าส้วมตามปั๊ม สถานที่ทันสมัย ที่ท่องเที่ยว ก็เหมือนส้วมบ้านเรา มีทั้งนั่งโถ นั่งยอง มีปุ่มที่พื้นให้กดเหยียบปล่อยน้ำชำระด้วย แต่ไม่รู้เป็นอะไร คนที่นั่นเขาไม่ชอบกดน้ำราดกัน ทิ้งหลักฐานไว้ให้ดูต่างหน้าอย่างงั้นแหละ

ส่วนส้วมตามตลาด ต้องกลั้นหายใจ ทายาหม่องก่อนเข้า กลิ่นนั้นสุดบรรยายรัญจวนใจ ผู้ชายยังไม่เท่าไหร่ ชมวิวตรงไหนก็ได้ แต่ผู้หญิงนี่ซิ เดือดร้อนแสนสาหัส อากาศที่เมืองจีนค่อนข้างหนาว นั่งรถแอร์ยิ่งหนาว ต้องกำจัดน้ำส่วนเกินกันบ่อยๆ ใครฤาจะทนได้

สิบสองปันนา มาจากคำว่า สิบสองพันนา หรือ นา สิบสองพัน แปลเป็นไทยอีกทีคือ 12,000 เรียกว่ามีนาเยอะมาก ช่วงที่ไปหน้าแล้ง นาจึงไม่ค่อยเขียว บางทีก็เรียกสิบสองปันนาว่า เชียงรุ้ง หรือ เชียงรุ่ง แปลว่ารุ่งเรือง ส่วนคนจีนออกเสียงเป็น จิ่งหง สรุปว่าคือสิบสองปันนา ทั้งนั้น

คนส่วนใหญ่เป็นคนไทลื้อ อยู่ในตระกูลคนไท หรือ ไต เหมือนกัน สมัยผมเด็กๆ เราเรียนว่า คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ค่อยๆ ถอยร่นลงมาจนถึงสุวรรณภูมิเป็นคนไทยทุกวันนี้ แต่อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า คนไทย คนไต อยู่กันมาตรงนั้นแหละ ขยายเผ่าพันธุ์กันไปเรื่อย บ้างก็อพยพมาตามกาลเวลา โดนกวาดต้อนมาบ้าง ไทยเอง สมัยรัชกาลที่ 1 ส่งทัพขึ้นไปรบถึงสิบสองปันนา ยังกวาดต้อนคนลงมาเมืองไทย เชื้อชาติไทยลื้อ ยังมีอยู่ในพม่า ตอนเหนือของไทย ลาว เวียดนาม ไม่ว่าจะทฤษฎีไหน ก็พอบอกได้ว่าคนในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ มีบรรพบุรุษและวัฒนธรรมร่วมกัน จึงมีคนพูดภาษา หน้าตาคล้ายๆ กัน อย่างคนไทยลื้อก็นับ 1-10 เหมือนคนไทย ตอนชมการแสดงของสิบสองปันนา เป็นการรำผสมผสานไทย จีน ลาว กัมพูชา อินเดีย พม่า ซึ่งเขาตั้งชื่อโชว์ว่า โชว์พาราณสี (ไม่เกี่ยวกับเมืองพาราณสีแต่อย่างใด) ก่อนเข้าการแสดงแต่ละชุด สาวเจ้าเอื้อนว่า “ต่อไปนี้....” เป็นการแสดงอะไร หลังจากนั้นฟังไม่รู้เรื่องแล้ว อีกสองคำที่ฟังแล้วน่ารักคือ “สาวตัวดี” “บ่าวตัวดี” หมายถึง ผู้หญิง และ ผู้ชาย

คนสิบสองปันนาเลยพูดทั้งภาษาไทลื้อและภาษาจีน ตามป้ายต่างๆ ต้องมีสามภาษา จีน ฝรั่ง ไทยลื้อซึ่งหน้าตาเหมือนตัวอักษรพม่า อ่านไม่ออก คนไทลื้อมีเฉพาะผู้ชายที่เขียนภาษาไทยลื้อได้ เพราะเรียนกับพระ ผู้หญิงห้ามเรียน ปัจจุบันคงน่าจะเรียนรู้อ่านกันได้ทั่วถึงแล้ว

เมื่อเดินเข้าหมู่บ้านไทลื้อ นึกว่าอยู่แถวภาคเหนือ เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง สุมฟืนไว้ใต้บ้าน บนบ้านเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ครัว เตาไฟ สาวตัวดีนุ่งซิ่น เสื้อแขนกระบอก ชุดออกงานสีสันจะสดใส ชมพู ฟ้า มองแล้วน่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีสาวรุ่นสมัยใหม่แต่งตัวแบบหมวยทันสมัย นุ่งกระโปรงหนังถุงน่องดำ เสื้อดำ เสื้อแดง รองเท้าส้นสูง เดินอยู่ในตลาด นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่า คุณเธอคนนี้เวลาเข้าห้องน้ำเมืองจีนจะทำอย่างไร

ผู้เขียนกับไกด์สาวตัวดีในชุดไทลื้อ

โปรแกรมทัวร์ที่พาไปสิบสองปันนา มักจะพาไปดูการแสดงฝูงนกยูงบินลงจากยอดเขา ในสวนป่าดงดิบ นกยูงเป็นสัญลักษณ์ของสิบสองปันนาในแง่ความงามแบบผู้หญิง พอๆ กับที่ ช้างเป็นสัญลักษณ์ของสิบสองปันนาในแง่ความแข็งแกร่ง ไปที่ไหนจึงมีทั้งสองสัญลักษณ์นี้แพร่หลาย

อันที่จริงสวนป่าดงดิบของเขาอยู่ในหุบเขา มีรถกอล์ฟพานั่งวิ่งชมวิวสบาย ทางเดินทำดี เหมือนอยู่ในสวนสาธารณะมากกว่าป่า ไม่ต้องปีนป่ายเหมือนเขาใหญ่ หรือ ภูกระดึง

ที่ผมเรียกว่าการแสดงฝูงนกยูง เพราะเขาจัดไว้ตรงบึงใหญ่ เขาน่าจะจับนกยูงนับร้อยตัวขังไว้ในกรงบนยอดเขา (ผมเดาเอา ไม่งั้นยังไม่ถึงเวลา มันคงบินเพ่นพ่านไปหมด) พอถึงรอบการแสดง สาวตัวดีหิ้วกระเช้าอาหารนกมาเป่านกหวีด คนบนเขาก็เปิดกรง นกยูงบินทะยอยลงมาเป็นร้อยน่าตื่นตาตื่นใจ ยังกะมีลวดสลิงชักรอก แล้วนกยูงมันแสนเชื่องกินข้าวจากมือนักท่องเที่ยวได้เลย (แหงล่ะ มีอาหารนกขายด้วย) แถมยังมีนกยูงดาราเอกอีก 3 ตัว ผูกไว้ ให้คนถ่ายรูปเก็บตังค์ มีช่างภาพให้เสร็จสรรพ อยากได้รูป เลือกปริ้นท์ออกมาจากคอมพิวเตอร์ตรงนั้นเลย รูปละ 20 หยวน (100 บาท 1 หยวน เท่ากับ สี่บาทกว่าเยอะๆ เกือบ 5 บาท)

ทัวร์เมืองจีน ไม่ว่าไปที่ไหนทุกที่ ต้องมีตากล้องมาถ่ายรูปเราก่อนเข้าสถานที่ พอออกมา ก็ได้เห็นรูปเราเลย ไม่เอาไม่ว่ากัน เดี๋ยวนี้อยู่ในคอมพิวเตอร์ลบได้หมด เมื่อก่อนต้องอัดออกมาใส่กรอบ หรือแปะบนจาน พอเราไม่เอา ต้องแกะออก โยนทิ้งเปล่า

ไฮไลท์ของทัวร์สิบสองปันนา ต้องพาไปดูโชว์พาราณสีที่เอ่ยถึง นั่งดูในโรงละครใหญ่ พอๆ กับดูภูเก็ตแฟนตาซี ผมว่าของเราสวยกว่า การแสดงเป็นชุดๆ แสงเสียงใช้ได้ มีเหาะเหินเดินอากาศ มีฉากเล่นน้ำสงกรานต์ให้คนดูเปียกปอนกันด้วย (เขาแจกพลาสติกกันเปียกให้ พอจบฉาก มีผ้าขนหนูตามมาให้เช็ดด้วย เฉพาะคนนั่งแถวหน้าๆ ) ที่สิบสองปันนามีวันสงกรานต์วันเดียวกับเรา แต่สาดน้ำวันเดียว และจำกัดอยู่เฉพาะแห่ง ปีนี้ใครอยากไปสาดน้ำถึงสิบ

สองปันนาก็ไปได้ครับ ชุดสุดท้ายเป็นโชว์การแต่งกายของนานาชาติ สาวไทยใส่หัวเป็นพระบรมหาราชวัง สาวเขมรใส่หัวเป็นเหมือนปรางค์สามยอด อีกสาวหนึ่งไม่รู้ชาติไหน อาจจะเป็นลาวน่าสงสารที่สุด เพราะเธอต้องจำใจใส่เป็นชุดเจดีย์ โผล่เห็นแต่หน้า ไม่ได้เห็นหุ่นอะไรเลย

โชว์พาราณสีจุดเด่นที่ทุกคนอยากดูคือ ได้ดูสาวตัวดีหุ่นดีๆ ตัวขาวๆนุ่งห่มน้อยชิ้น ออกมาร่ายรำ แต่ตอนท้ายเมื่อโรงละครเลิก ผมชักไม่แน่ใจกับสาวตัวดีบางคน เมื่อออกมายืนส่งแขก ถ่ายรูป ว่าเธอเป็นสาวตัวดี หรือ บ่าวตัวดีกันแน่ เพราะทั้งสูง ใหญ่จัง

โปรแกรมที่เหลือจะเป็นวัด ไหว้พระพุทธองค์ใหญ่ ชมถ้ำติดไฟสวยงาม หมู่บ้านไทลื้อ

อาหารพื้นเมืองสิบสองปันนา ด้านซ้ายคือ สาหร่ายไก

เที่ยวสิบสองปันนาแบบผม ไม่ยุ่งขิงเรื่องกินเลยเห็นจะใช่ที ไปที่ไหนตรงไหนผมก็สอดส่ายมองหาของกินแปลกๆ แต่พับผ่าเถอะ หาอะไรกินไม่ค่อยเจอ เช้ามาเมืองยังไม่ตื่น เย็นลงเมืองก็เหงาๆ เย็นวันหนึ่ง พรรคพวกนึกครึ้มจะหาที่กินเบียร์ในเมือง หาไม่ได้สักกะที่ ต้องซื้อเบียร์มานั่งกินที่โรงแรมกัน เข้าตลาดเช้าไทลื้อ มีพืชผักนานาชนิด รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง อาหารเจออยู่อย่างหนึ่งคือขนมจีน มีทั้งเส้นหมัก เส้นแห้งเป็นขดๆ ยืนยันความคิดผมได้ว่า ขนมจีน เป็นอาหารที่แพร่หลายอยู่ในภูมิภาคนี้ อาจจะมาจากจีนมากกว่าเริ่มต้นจากมอญ อย่างที่หลายคนชอบพูดกันว่า ขนมจีน ในภาษามอญเรียก คะนอมจิน แปลว่า ทำแป้งให้สุก แต่ผมว่ามอญนั้นคงรับมาจากจีนเหมือนกัน เพียงแต่คำพูดคำจาเสียงไปฟังคล้ายกัน จึงโมเม คะนอมจิน เป็น ขนมจีน

แกงที่เขาเอามาราดขนมจีน กับก๋วยเตี๋ยว มีส่วนผสมของน้ำพริกแกงกลิ่นออกแรงกว่าไทย กระเดียดไปทางพม่า ใส่หมูสับ ใส่ผักดอง พริกผัดแดงๆ คนของเขากินก๋วยเตี๋ยวรถเข็น เพิงหน้าร้าน แม้แต่ก๋วยเตี๋ยวบุฟเฟ่ท์อาหารเช้าในโรงแรม กินกันชามใหญ่มาก คนไทยเห็นแล้วกลัว มีซีอิ๊ว และผงชูรสใส่ถ้วยไว้ให้ด้วย

ในตลาดเจอปาท่องโก๋ตัวยาว ซาละเปา หมั่นโถว ข้าวหลาม สาวคนหนึ่งในคณะลองซื้อข้าวหลามกินดู ชืดๆ ดี

อาหารพื้นเมืองจริงๆ กินคล้ายเมืองเหนือเราเลยครับ มีข้าวเหนียวนึ่ง ขาว ดำ น้ำพริกคล้ายน้ำพริกตาแดง ไม่ค่อยเผ็ด ผักลวก จิ้นหมู คือ หมูทอด แกงใส่ผักแบบแกงอ่อมเมืองเหนือ แต่ไม่จัดจ้าน ต้มยำไก่ก็มี ออกเค็มนำเปรี้ยว ไม่เผ็ด ไก่ย่าง (ของเราอร่อยกว่าเยอะ) แล้วก็มีสาหร่าย “ไก” จากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของสิบสองปันนา ภาษาเขาเรียกเป็น “ไกน้ำของ” สาหร่ายนี้นำมาทำแห้งกินเล่นได้ เขาว่ามีประโยชน์โปรตีนสูง บ้านเราแถบชายแดนแม่น้ำโขงก็เก็บสาหร่ายนี้มาทำอาหาร เรียกว่าไกเหมือนกัน นักวิจัยธรรมชาติบอกว่า ความอุดมสมบูรณ์ของสาหร่ายไก เป็นตัววัดความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงด้วย เมื่อไหร่ ช่วงไหน แม่น้ำโขงตื้นเขิน สกปรก สาหร่ายไกจะหายไปด้วย เพราะมันชอบน้ำใสไหลแรง

ปลาที่เขากินกันเป็นปลานิล เพราะเพาะเลี้ยงได้ง่าย เป็นปลาน้ำจืดปลาน้ำเค็มอย่างปลากะพงไม่ต้องไปถามหา ปลานิลเขาจะเอามายัดไส้เครื่องเทศ ตะไคร้ กระเทียมแบบแรา นำไปย่าง บางร้านนำไปนึ่งซีอิ๊ว ก็ใช้ได้ แต่บางคนไม่ชินกลิ่นปลาน้ำจืด จะว่าเหม็นคาว ที่จริงเหม็นกลิ่นโคนต่างหาก วิธีแก้ปลาเหม็นโคลนอย่างปลาช่อน คือต้องจับขังไว้ในน้ำนานๆ จนกลิ่นโคนออก และใช้ไฟหุงต้มแรง น้ำเดือดๆ ทั้งการต้มหรือนึ่ง

อาหารทัวร์ ในร้านอาหารค่อนข้างใช้ได้ ออกเลี่ยน และมันหน่อย มีพริกใส่มาด้วยพอเผ็ดๆ จานหนึ่งผมติดใจเป็นซี่โครงหมูทอด ใส่ขิง ใส่พริกทอด กินเล่นๆ เพลินดี วิธีทำผมเดาเอาไม่น่ายาก

ซี่โครงหมูทอดพริกกะขิง (ผมตั้งชื่อของผมเอง)

เอาซี่โครงหมูติดเนื้อสับท่อนเล็ก มาหมักเกลือ พริกไทย ซอสปรุงรสด้วยก็ได้ ถ้าเป็นกุ๊กจีนต้องเหยาะผงชูรสลงไปไม่ให้ขาดกระสาย อยากให้เปื่อยนุ่มมาก ๆ ไปร้านขายเครื่องทำขนม ซื้อเบคกิ้งโซดา หรืออีกชื่อคือ โซดาไบคาร์บอเนต ใช้ทำขนมอบแบบเดียวกับผงฟู มาเหยาะลงไปปลายช้อนกาแฟ คลุกๆ หมักไว้สักสองชั่วโมง

แล้วมาเตรียมเครื่องอื่นระหว่างรอ เป็นขิงแก่ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด เขาถึงบอกว่าอย่าดูถูกคนแก่ทีเดียวเชียว เอามาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ทั้งเปลือก (อย่าลืมล้างให้สะอาดก่อน) แล้วนำไปทอดจนกรอบ ผมว่าถ้าจะให้กรอบดี เอาขิงที่หั่นแล้วนี้ไปตากแดดพอแห้งสักหนึ่งแดด ค่อยเอามาทอด จะง่ายขึ้น

ส่วนพริกทอดใช้พริกขี้หนูแห้งเม็ดยาว ลงไปทอดน้ำมันท่วม เตรียมไว้ คนไม่กินเผ็ดให้หั่นพริกเป็นท่อนๆ ก่อนทอด เมล็ดจะหลุดออกหมด ไม่เผ็ด

พอถึงเวลาเสิร์ฟ นำซี่โครงหมูที่หมักไว้มาคลุกแป้งสาลีแห้ง ลงทอดน้ำมันร้อนๆ ไฟกลาง ตักใส่จานเอาพริกกะขิงทอดโรยคลุกลงไป แทะหมู กินขิง สลับพริก ได้รสเผ็ดร้อน หอมปากหอมคอดี ขิงยังเป็นยาช่วยย่อย ขับลมเรอเอิ๊กๆ ดีนัก

ยังไม่หมด ผมมั่วสูตรอาหารมาได้อีกจาน


ผัดพริกหวานเบคอน

พริกหวานเขียวหั่นเป็นชิ้นย่อม จะเอาพริกหวานแดง เหลือง ด้วยก็ได้ แต่ในเมืองไทยค่อนข้างแพงกว่าพริกเขียวมาก และพริกเขียวกรอบกว่า เนื่องจากมันยังไม่สุกนั่นเอง เมล็ดทิ้งไปไม่เอา

ตีกระเทียมสับเป้งๆ เบคอนเอาแบบติดมันน้อยหน่อย ราคาแพงหน่อย

ใส่กระเทียมลงเจียวกับน้ำมันพอหอม ใส่เบคอนลงไปทอดพอสุก ไม่ต้องให้กรอบเหมือนกับที่หลายคนชอบทอดกินกับไข่ดาว (แคลอรี่ และ ไขมันอิ่มตัวสูงลิบ) พอเบคอนหอมโชยดี ใส่พริกหวานลงผัด เติมซีอิ๊วนิด เกลือหน่อยจะดึงรสเค็มออกมาไม่เหมือนกัน น้ำตาลทรายไม่ต้อง ผมไม่นิยม ผงชูรสอย่าลืมเดี๋ยวผิดธรรมเนียมกุ๊กจีน ไม่งั้นจะมีโรค ไชนีสเรสเตอรองท์ซินโดรม ได้ยังไง (โรคแพ้ผงชูรส) ใครแพ้ผงชูรสมาก ๆ เหมือนผม กินแล้วชาคอ ชาหลัง ไม่ใส่ไม่ว่า น้ำมันหอยอย่าใส่ทำให้ดำ และไม่ได้รสชาติที่แท้จริงของพริกหวาน กับเบคอน คะเนกะพริกเขียวสุก อย่าผัดนาน พริกจะเหี่ยวไม่น่ากิน ตักขึ้นเสิร์ฟทันที กินร้อนๆ พุ้ยกับข้าวสวยแบบมียาง หอมเบคอนอร่อยจริงๆ

มีอีกหนึ่งจาน หน้าตาดูไม่น่ากิน เป็นเหมือนเนื้อไก่ดำๆ แต่ตัวเล็ก ผัดกับพริกแห้ง มันฝรั่งทอด ต้นหอม ใส่โป๊ยกั๊กด้วย สอบถามบ่าวตัวดีคนเสิร์ฟได้ความว่า เป็นเนื้อนกป่า ไม่ใช่เนื้อไก่ดำ แต่เนื้อของมันนุ่มและนิ่มจริงๆ หนังก็นุ่ม ผมชักชวนให้คนที่ไม่ลองกินเพราะเห็นเป็นสีดำลองกิน ปรากฎว่าติดใจกันเป็นทิวแถว แป๊บเดียวหมดจาน

นั่งเทียนเขียนวิธีการทำมาได้ดังนี้


ไก่ดำผัดมันฝรั่งกับโป๊ยกั๊ก

ร้อยทั้งร้อยผมว่าคงไม่มีใครหานกดำ หรือไก่ดำมาแน่ เพราะฉะนั้นเอาไก่อ่อน เนื้ออย่าหนา หรือเป็นไก่บ้าน น่าจะใช้ได้ มาสับติดกระดูกถึงจะได้อรรถรส เตรียมไว้ ต้นหอมหั่น

มันฝรั่งเลือกลูกเล็กๆ หัวแน่นๆ เนื้อจะได้มันอร่อย หั่นเป็นชิ้นย่อม ลงไปทอดน้ำมันท่วม จนเกรียมนอก นุ่มใน แยกไว้ พริกขี้หนูแห้งเม็ดยาวหั่นเอาเมล็ดออก ลงไปทอดให้กรอบ แยกไว้ ส่วนเนื้อไก่ทอดไว้พอกรอบนอก หนังรัดตึงๆ เนื้อจะได้ชุ่มใน แยกไว้ตามกัน

เอากระเทียมลงผัดกับน้ำมันเล็กน้อย ใส่โป๊ยกั๊ก (เป็นรูปดาวแปดแฉก) แล้วใส่ของที่ทอดลงตามลำดับ ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว เกลือ น้ำมันหอย (อันนี้ใส่ได้ ยังไงของแท้ เนื้อมันดำอยู่แล้ว แต่อย่าใส่มาก) พริกไทยโรย ต้นหอมใส่ ได้กลิ่นของโป๊ยกั๊กหอมอ่อนๆ ย้ำว่าต้องได้ไก่เด็กเอ๊าะๆ ไก่เหนียวหนังยานไม่เอา

ไปสิบสองปันนาเที่ยวนี้ คนอื่นเขากินไม่ได้กินไม่ลง เพราะรถกระโดกกระดอนจนคลื่นไส้ไม่ยากกิน แต่ผมถือว่าเป็นยาช่วยย่อยอย่างดี ช่วยให้กล้ามเนื้อและลำไส้ได้ขยับเขยื้อนดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ ได้ชมวิวด้วย แต่ถ้ามีใครมาถามหรือถึงขนาดเชิญไปสิบสองปันนาอีกสักครั้งว่าจะไปไหม ก็จะตอบว่า “ไป” แต่ขอนั่งเครื่องบินไปลงเชียงรุ้งเลยนะ สบายดี