วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ตั้งราคาอาหาร1
วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ทำอาหารให้ยั่วยวนชวนคนกิน
ทำอาหารให้ยั่วยวนชวนคนกิน
ยศพิชา คชาชีวะ
ฉู่ฉี่กุ้งนาง
วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554
กินข้าวบ้านท่านทูตเปรู
เส้นทางเศรษฐี
คงมีโอกาสน้อยครั้งนักครับ ที่ผมจะได้รับเชิญไปกินข้าวบ้านท่านทูตสักหนหนึ่ง เมื่อท่านเอคอัคราชทูตเปรู “โฆรเฆ่ กาสตาเญด้า” ส่งเทียบเชิญมาให้ไปชิมอาหารเปรูที่บ้านพักของท่านในซอยสุขุมวิท 49 จึงรีบตอบรับด้วยความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และถือโอกาสนำเรื่องอาหารเปรูมาฝากแฟนๆ ด้วย
ปกติ คนไทยรู้จักเปรูน้อยมาก รู้ว่าอยู่ทวีปอเมริกาใต้ เปิดดูแผนที่ด้านตะวันตกเปรูอยู่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิค มีแผ่นดินติดกับหลายประเทศ เช่น บราซิล ชิลี โบลีเวีย เอกวาดอร์ โคลอมเบีย ล้วนแต่ไม่ค่อยคุ้นทั้งนั้นเลย นอกจากจะได้ดูข่าวต่างประเทศบ้าง หรือดูหนังฝรั่งพวกผจญภัยที่เอาเปรูเป็นฉาก เพราะเป็นดินแดนอารยธรรมเก่า อาณาจักรอินคา มีการสร้างปิรามิดใหญ่เหมือนในอียิปต์ จนนักต่างดาวศาสตร์โมเมว่ามนุษย์ต่างดาวมาสร้างเอาไว้เหมือนกัน
การดินเนอร์บ้านท่านทูตครั้งนี้ ท่านทูตโฆรเฆ่เชิญบรรดาสถาบันสอนทำอาหารหลายแห่งให้มาร่วมชิม ที่คุ้นๆ มีอาจารย์จากพระนครใต้ ท่านคณบดีมาด้วย จากวิทยาลัยดุสิตธานี จากโรงเรียนโรงแรมของโอเรียนเต็ล จากโรงเรียนยูเอฟเอ็ม ภัตตาคารบลูอีเลแฟนท์ สื่อมวลชนจากเนชั่น และอีกหลายท่าน ขออภัยเอ่ยที่มาไม่หมด
จุดประสงค์คือท่านทูตต้องการเผยแพร่ให้คนไทยรู้จักเปรูมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอาหารที่คนไทยหลายคนที่เคยชิมบอกว่าอร่อย ถูกปากคนไทย ก่อนหน้านี้ท่านทูตส่งตำราทำอาหารเปรูมาให้ 3 เล่ม คาดว่าคงเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนสอนทำอาหารบ้าง จะได้เผยแพร่ให้ลูกศิษย์ลูกหาต่อไป ประกอบกับการเชิญมาชิมในครั้งนี้ จะได้ซาบซึ้งยิ่งขึ้น

บรรยากาศที่บ้านท่านทูต นั่งคุยนั่งกิน กันตรงโซฟา
ระหว่างนั่งคุยรอเวลาบนโซฟาในห้องพักของท่านทูต คนที่ไปด้วยเขากระซิบถามด้วยความเป็นห่วงท้องของตัวเอง “อาหารเปรูเป็นไง กินได้หรือเปล่า” พอดีชายหนุ่มจากเนชั่นเคยไปเปรูมาแล้ว 3 ครั้ง เพราะทำเกี่ยวกับเทศกาลภาพยนตร์ไปเอาหนังเปรูมาฉายด้วย เขาบอกว่าชอบมาก อากาศดี มีฝนตกบ้าง เย็นสบายเพราะอยู่ในเขตชุ่มชื้น ถึงแม้จะอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรก็ไม่ร้อนมาก อาหารก็อร่อย เสิร์ฟกันมาชามโตๆ เช่น ซุปใส่ของทะเล ชามเดียวอิ่มเลย ค่าครองชีพสูงกว่าบ้านเรา แต่ยังนับว่าถูกเมื่อเทียบกับยุโรป หรืออเมริกา ค่าที่พักก็ถูก ผู้คนน่ารักมาก ถึงจะพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะพูดภาษาสเปน เขาบอกว่าชาตินี้ถ้าใครยังไม่เคยไปเปรู ต้องไปให้ได้ แล้วจะติดใจ แต่พอถามถึงการเดินทาง นั่งเครื่องบินไกลกว่าไปยุโรป หรืออเมริกา วันกว่าแล้วต้องต่ออีก 12 ชั่วโมง ไม่มีสายการบินไหนบินตรง ต้องไปต่อเครื่อง ค่าเครื่องบินหลายหมื่นอยู่ ผมไปเปิดดูทัวร์เปรู 10 วัน 9 หมื่นบาท เห็นทีชาตินี้จะมีบุญได้แค่ชิมอาหารเปรูอย่างเดียว

ท่านทูตโฆรเฆ่กับอาหารที่จัดเลี้ยง
เครื่องดื่มระหว่างนั่งรอเป็นน้ำข้าวโพดสีม่วงปรุงรสเปรี้ยวหวานจากสับปะรดกับมะนาวและน้ำตาล มีแอปเปิ้ลหั่นเล็กๆลอยมาด้วย เป็นเครื่องดื่มประจำชาติเปรู มีชื่อว่า “ชิชา โมราดา” ผมขอเรียกเป็นไทยๆ ว่า “น้ำชิชะ” ดูน่ารักดี ทำจากข้าวโพดสีม่วงมีชื่อเฉพาะว่า “มาอิช โมราโด” มีที่เปรูเท่านั้น ท่านทูตกรุณาเดินไปหยิบฝักข้าวโพดสีม่วงมาให้ดูจากในครัว มันแข็งมาก กัด ฟัน ไม่เข้า แทะกินไม่ได้ ชาวเปรูเอามาต้มกับน้ำ เครื่องเทศอย่างอบเชยให้ได้น้ำสีม่วงเอามาทำน้ำชิชะ และของหวานหลายชนิด ทางโภชนาการบอกว่าพฤกษเคมีสีม่วงจากพืชอย่างนี้ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งดีนัก น้ำชิชะรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ไม่มีกลิ่นของข้าวโพดลงเหลือ รู้สึกดีที่ได้ดื่มน้ำสีม่วงๆ เฉพาะของเปรู
เครื่องดื่มอีกอย่าง ท่านชายพลาดไม่ได้คือ “พิสโก้ ซาวร์” พิสโก้เป็นบรั่นดีเปรู ใสเหมือนน้ำ แต่ดื่มแล้วเมาหัวทิ่มบ่อได้เอาง่ายๆ ทำจากองุ่น สูตรการทำไม่ยาก ใช้เขย่าหรือปั่นก็ได้
พิสโก้ ซาวร์
พิสโก้ เปรู 3 ส่วน
น้ำมะนาวคั้น 1 ส่วน
น้ำเชื่อม 1 ส่วน
ไข่ขาวนิดหน่อย (ใส่ให้เป็นฟอง)
เหล้ารสขม อย่างแองกอสทูล่า บิตเตอร์ 2-3 หยด (ไม่ใส่ก็ได้)
น้ำแข็งทุบ
ใส่ส่วนผสมลงในโถปั่น หรือ กระบอกเชค จนเย็นดี เทใส่แก้วเล็กๆ ทรงเตี้ย ขมนิด ๆ เปรี้ยว หวาน หอมอร่อย เขาบอกว่า 3 แก้ว กำลังดี 4 แก้วกำลังครึ้ม 5 แก้วหัวทิ่ม
ผมเข้าใจว่าคงหาเหล้าพิสโก้ได้ในสโตร์ขายเหล้า ไม่มีใช้วอดก้า ตากีล่า ได้เช่นกัน แต่เหล้าโรงเห็นจะไม่ไหว
ท่านทูตโฆรเฆร่เล่าให้ฟังว่า อาหารเปรูแต่ละภูมิภาคก็แตกต่างกันไป และปัจจุบันยังผสมอาหารจากหลายเชื้อชาติ ทั้งสเปนซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมแต่ดั้งเดิม แอฟริกา จีน ญี่ปุ่น อิตาลี ชาติเหล่านี้เป็นผู้แสวงโชคมาตั้งรกรากอยู่ในเปรู จนครั้งหนึ่งประธานาธิบดีของเปรูคนหนึ่งเป็นเชื้อชาติญี่ปุ่นชื่อ อัลเบร์โต ฟูจิโมริ ในช่วงปี 2543 ประธานาธิบดีคนนี้ดังมากจากคดีความต่างๆ จนต้องบินกลับญี่ปุ่น ทำเอาคนไทยงงเป็นแถวว่าทำไมเปรูถึงมีประธานาธิบดีเป็นคนญี่ปุ่น ประธานาธิบดีของเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำรัฐบาลด้วย ปัจจุบันเปรูทันสมัยมาก มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ดีมาก นักลงทุนจากประเทศไทยยังไปกันน้อย ร้านอาหารไทยน่าจะยังไม่มี ใครสนใจติดต่อท่านทูตได้
ของแกล้มเหล้าพิสโก้ซาวร์ พนักงานเสิร์ฟยกมันทอดชิ้นใหญ่จิ้มกับครีมเปรี้ยวผสมผลอาโวคาโดมาให้จิ้มคนละชิ้น ท่านทูตบอกว่าเป็นมันเฉพาะเปรู คล้ายมันสำปะหลังไทย ที่เปรูอาหารแป้งหลักๆ คือ มันฝรั่ง ข้าวโพด และข้าว โดยเฉพาะข้าวโพดมีพันธุ์เฉพาะชื่อ โชโกล ขาวทั้งฝักทั้งแกน เอามาทำอาหารแป้งต่างๆ แกนก็ไม่ต้องทิ้งนำมาบดทำแป้งได้ เหลือแต่เปลือกที่กินไม่ได้
มันฝรั่งของเปรูมีมากถึง 2000 สายพันธุ์ เล่นเอากินไม่ถูก บางพันธุ์มีสีม่วง ดำ เหลือง ทำอาหารได้หลายชนิด
แถบชายทะเล อาหารขึ้นชื่อย่อมเป็นของทะเล ผสมผสานกับสไตล์อาหารแอฟริกัน อิตาลี จีน ญี่ปุ่น ซึ่งมาตั้งรกรากกันมากแถบชายทะเล จึงมีอาหารที่ปรุงแบบแอฟริกัน มีสปเกตตี้แบบอิตาลีแต่ใส่ซอสของเปรู มีอาหารญี่ปุ่นผสมเปรูได้ชื่อพันธุ์ใหม่ว่า “นิคเคอิ” แถบเทือกเขาอินดีสจะเป็นอาหารพื้นเมือง หนูตะเภาย่าง เป็นสุดยอดที่ทุกคนต้องไปชิม หนูตะเภาน่ารัก ที่เอามาทดลองในห้องแล็ปนั่นแหละครับ รวมไปถึง แพะ แกะ ไก่ และอูฐพื้นเมือง “อัลปาก้า” เอาเนื้อมาทำเนื้อเค็มชั้นยอด แถบที่ติดลุ่มน้ำอเมซอนก็จะกินพืชและสัตว์ป่า
ในเมืองหลวง “ลิมา” เป็นแหล่งรวมอาหารชั้นยอดจากทุกทิศ ที่ขึ้นชื่อมากคือ “เซบิเช่” ยำเนื้อปลา เป็นอาหารจากชายฝั่งทะเล ท่านทูตจัดใส่เป็นอาหารจานแรกมาให้ชิมด้วย ในถ้วยเล็กๆ วันนั้นการจัดเลี้ยงเป็นกึ่งบุฟเฟ่ท์ช่วยตัวเองเล็กๆ พนักงานยกอาหารแต่ละชุดมาเรียงบนโต๊ะยาว จัดใส่ถ้วยเล็กๆ บนถาดขาว เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ตามด้วยซุป อาหารจานหลัก และของหวาน แต่ละชุดมี 3-4 ถ้วย ทำให้มีโอกาสได้ชิมอาหารถึงกว่า 15 อย่าง จากหิวก็เป็นอิ่มตื้อไปได้ง่ายๆ ท่านทูตลงทุนเป็นพนักงานเสิร์ฟด้วยตัวเอง ประทับใจจริงๆ ครับ
มาว่ากันถึง เซบิเช่ จานนี้ถูกปากทุกคน เพราะเป็นยำเปรี้ยวๆ รสชาติคล้ายอาหารไทย ใส่หอมสีแดง ๆ จะว่าไปเหมือนพล่าปลาแถวจันทบุรี ทำให้เนื้อสุกด้วยน้ำมะนาว (ขอกระซิบนิดว่า เนื้อปลาไม่ได้สุกง่ายๆ เพราะน้ำมะนาวนะครับ แค่สีเปลี่ยน)

ยำปลาดอง “เซบิเช่”
เซบิเช่
เนื้อปลาขาวสดหั่นเป็นชิ้นละครึ่งนิ้ว แล้วบีบมะนาวลงไปเคล้า ใส่กระเทียมบด เกลือ พริกไทยโรยๆ หมักไว้ครึ่งชั่วโมงในตู้เย็น เอาออกมาใส่หอมหัวใหญ่สีม่วง คล้ายหอมแดงลูกใหญ่บ้านเรา หั่นเป็นแว่น พริกหวาน พริกหยวกหั่นสี่เหลี่ยมนิดนึง ผักชีเด็ดใบ หมักไว้อีกหนึ่งชั่วโมง อย่าลืมเอาเข้าตู้เย็น อากาศร้อนอย่างบ้านเราเน่าแน่
พอครบเวลาจัดเสิร์ฟกับผักกาดหอม ข้าวโพดหวานต้มตัดเป็นท่อนสองชิ้น มันฝรั่งต้มหั่นเป็นชิ้นเล็กน้อย
เขาบอกว่าตรงกลางโต๊ะเสิร์ฟให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่งวางไว้ด้วย เผื่อใครชอบเปรี้ยวจะได้บีบใส่ได้อีก
วิธีทำไม่ยักกะเหมือนพล่าปลาแบบไทย ของเราใช้น้ำมะนาวขยำๆ กับเนื้อปลาสับจนซีดเป็นสีขาว ถึงใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง น้ำมะนาว น้ำปลา พริกขี้หนู ของเปรูน่าจะเรียก “ยำปลาดองเปรู”
ซุปกุ้ง คล้ายๆกับซุปซีฟู้ด
จบจากถาดยั่วน้ำย่อยนั่งคุบกันอีกสักครู่ ท่านทูตเชิญให้รับถาดที่สองเป็นพวกซุป ที่ขึ้นชื่อมากคือ “ปาริเวล่า” หรือ ซุปซีฟู้ด ต้องมีเนื้อซีฟู้ดดีๆ หลายชนิด ทั้งเนื้อปลากะพง เนื้อกุ้ง หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ ปลาหมึกหั่นแว่น และสำคัญที่การทำน้ำสต๊อคปลาจากกระดูกปลา แค่ทำไม่ให้คาวก็ยากแล้ว
แรกเริ่มนั้นเขาจะเอากระทะขนาดใหญ่ตั้งไฟ เจียวกระเทียมจนหอม ใส่มะเขือเทศสับ และน้ำพริกเปรู ซึ่งทำจากพริกแดง และพริกเหลืองของเปรู ใบกระวาน ออริกาโน เกลือ พริกไทย ค่อยใส่ไวน์ขาว เคี่ยวจนข้น ถึงใส่น้ำสต๊อคปลา และของซีฟู้ด เติมเกลือ บีบน้ำมนาว หยดเหล้าพิสโก้ เขาเสิร์ฟมาให้ถ้วยเล็กๆ จนต้องขอกันอีกคนละถ้วย รสชาติมีเปรี้ยวมะเขือเทศ หอมน้ำพริก สีสันก็เหลืองๆ คล้ายแกงส้ม แต่ไม่ได้เปรี้ยวขาดแบบของเรา ของเขาซดได้เรื่อยๆ มีเผ็ดเล็กน้อย
ข้าวอบหอยแมลงภู่
ข้าวอบปลาหมึก
ถาดหลักเป็นข้าวสองสามอย่าง เขาเอาข้าวไทยมาหุง ไม่ได้ใช้ข้าวเปรู เพราะอยู่เมืองไทย แต่หุงแบบข้าวสวยๆ เป็นเม็ด และเคาะป๊อกออกมาเป็นถ้วย มีเสิร์ฟกับเนื้ออบ และอย่างอื่น จำไม่ได้แล้วกินแล้วลืม เปิดตำราดูมีข้าวอบทะเล ข้าวอบหอยแลงภู่ ข้าวอบกุ้งและหอยแครง ข้าวอบปลาหมึก อันนี้ข้าวดำปี๋เพราะใช้หมึกจากตัวหมึกมาใส่ด้วย เหมือนเส้นพาสต้าของอิตาเลี่ยนที่ใส่หมึกของปลาหมึกเช่นกัน คงเป็นอิทธิพลอย่างหนึ่งของอิตาเลี่ยนต่ออาหารเปรู ข้าว “ปาเอย่า” หรือข้าวผัดสเปนใส่ของทะเลเยอะแยะ และหญ้าฝรั่นสีเหลืองๆ บอกแล้วว่าชาวเปรูชอบของทะเลมากเพราะอยู่ติดทะเล
อาหารเกือบทุกชนิดจะใส่เครื่องเทศต่างๆ โดยเฉพาะน้ำพริกแกง ใช้พริกแดง พริกเหลืองมาปั่น ใส่กระเทียม ใส่ผักชีบด รสชาติต่างๆ จึงค่อนข้างถูกใจคนไทย กินได้เรื่อยๆ ไม่เลี่ยนอุดมด้วยนมเนยแบบยุโรป และเน้นอาหารทะเล ไม่หนักเนื้อแบบอเมริกัน

พุดดิ้งข้าวโพดสีม่วง
สุดท้ายต่อด้วยถาดของหวาน ถึงถาดนี้จำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรมั่ง ของก่อนหน้านี้ มันอิ่มอร่อยไปถึงสมองแล้ว เปิดดูตำราของหวานเปรูที่ท่านทูตส่งมาให้ มีพุดดิ้งข้าวโพดเปรูสีม่วง ทำด้วยความยุ่งยากมาก ต้องเอาข้าวโพดม่วงมาต้มกับน้ำ ใส่สับปะรด ใส่ผลไม้ต่างๆ เช่น แอปเปิ้ล ต้มต่อจนนุ่ม แล้วเอาไปกรอง เอาไปผสมกับแป้งข้าวโพด เติมน้ำตาล ใส่สับปะรด แอปเปิ้ลอีกที ตั้งไฟต่อ เติมน้ำมะนาว รอเย็น ค่อยเอาเข้าตู้เย็น เสิร์ฟเย็น รู้สึกว่าผมจะได้กิน เปรี้ยวๆ หวานๆ นิ่มๆ เย็นๆ ดี
นับว่าเป็นความกรุณาของท่านเอคอัครราชทูตเปรู โฆรเฆ่ กาสตาเญด้า เป็นอย่างสูง ที่ได้เชิญพวกเราไปกินข้าวในวันนั้น ผมเองก็นั่งคิดนอนคิดอยู่ว่า ทำยังไงถึงจะช่วยท่านทูตเผยแพร่อาหารเปรูได้ แต่ค่อนข้างยาก เพราะคนไทยยังไม่รู้จักอาหารเปรู หาชิมไม่ได้ มีขายตามโรงแรมและร้านบางแห่งเท่านั้น ผมได้แต่แหยมๆ ผู้ช่วยของท่านทูตไปว่า น่าจะจัดชั้นเรียนทำอาหารเปรูให้บรรดาครูสอนทำอาหาร จะได้ฝึกฝนรู้เคล็ดลับทำอาหารเปรูเป็น และเอาไปเผยแพร่ให้ลูกศิษย์ลูกหาต่อไป รวมทั้งเอามาฝากท่านผู้อ่านเส้นทางเศรษฐีด้วยยังไงครับ
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ซี่โครงเซินเจิ้น
ยศพิชา คชาชีวะ
เส้นทางเศรษฐี ปักษ์แรก ตุลาคม 2554
ปกติคนไทยไปเซินเจิ้นเมืองคู่แฝดของฮ่องกงด้วยความเป็นของแถม เที่ยวฮ่องกง รวมมาเก๊า เซินเจิ้น เข้าไว้ด้วยกัน ช้อปปิ้งอย่างละหน่อย ที่เซินเจิ้นก็ไปเหยียบห้างดังหล่อหวู่ ขึ้นเรือจากฮ่องกงมาก็เจอเลย เขาว่ากันว่าเหมือนมาบุญครองบ้านเรา แต่ต้องต่อราคา 50-60% คนขายพูดอังกฤษ พูดไทยได้บ้างบางร้าน และถ้าอาหมวย อาตี๋เสียงดังล้งเล้ง สูบบุหรี่แบบเผื่อแผ่มะเร็งปอด ก็กลั้นๆ ใจไว้ ของเป้าหมายห้างนี้คือ แบรนด์เนมก๊อป มีหลายเกรด ต่อดีๆ ตาดีๆ ก็ได้ของดีเอาไปแจกเพื่อนฝูงที่ราคาถูกกว่าซื้อของก๊อปในเมืองไทย 1 หยวนตอนนี้ประมาณ 5 บาทครับ
คณะผมมีกัน 4 คน มุ่งตรงเซินเจิ้นอย่างเดียว เพราะทุรนทุรายซื้อตั๋วเครื่องบินแบบถูกบินตรง จองโรงแรมเองเอากลางดงช้อปปิ้งอีกแห่ง ตงเหมิน ภาษาอังกฤษสะกดว่า Dong Men แล้วแต่จะอ่านแล้วกัน
เซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจที่ “เติ้ง เสี่ยว ผิง” หมายมั่นปั้นมือให้เกิดคู่กับฮ่องกง จากเมืองชาวประมง กลายเป็นเมืองท่า ศูนย์กลางทางอากาศ ทางรถยนต์ รถไฟ มีเศรษฐกิจในลักษณะทุนนิยมที่อยู่ภายใต้ระบอบคอมมูนิสต์ และประสบความสำเร็จซะด้วย มีตึกสูงใหญ่ขึ้นชุกชุมพอๆ กับฮ่องกง คนของเขาเยอะจริงๆครับ แทบจะเดินชนกัน รถไฟใต้ดินวิ่งตัดกันโชะเชะให้พล่านไปหมด ดีเหมือนกันไปมุมไหนของเมืองใช้มุดใต้ดินเอา แล้วเดิน ผู้คนหนุ่มสาวแต่งตัวยังสู้คนฮ่องกงไม่ได้ แต่ก็ทันสมัยพอๆ กับไทย ที่ไม่เหมือนเลยคือภาษาครับ

ห้างหลอหวู่
ออกจากตึกหลอหวู่แล้วไปที่อื่นอย่างตงเหมิน ลงรถไฟห่างกันสองสามสถานี ไม่มีผู้คนพูดภาษาอังกฤษแล้ว แม้แต่เด็กหนุ่มเด็กสาวก็พูดแทบไม่ได้เลย ตามห้างพนักงานต้อนรับพูดได้นิดหน่อย พูดภาษาจีนกันอย่างเดียว ผมไปนั่งสั่งกาแฟในร้านแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อระดับอินเตอร์ ในห้างทันสมัยแห่งหนึ่ง พยายามสั่ง Hot Coffee อาหมวยเธอเอาแต่ตอบภาษาจีน และส่งเสียงว่า โกปี๊ๆ เออ...โกปี๊ ก็ โกปี๊ ผลสุดท้ายได้กาแฟเย็นไม่ใส่น้ำแข็ง เฮ้อ..ขนาดตอนสั่ง ผมชี้ไปที่รูปกาแฟร้อน แล้วแลบลิ้นห้อยๆ เอามือโบกว่า ร้อนๆ แล้วนะ เธอก็ไม่พยายามเข้าใจเลย คิดแล้วอนาถตัวเองจริงๆ
เข้าใจว่าอีกประมาณ 2-3 ปี หนุ่มสาวที่เซินเจิ้นคงสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นกว่านี้ ผมเห็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษรณรงค์แจกใบปลิวอยู่ ทางการก็ส่งเสริมให้คนจีนเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาตนเอง และเสริมรายได้ขึ้น

ย่านตงเหมิน
ย่านตงเหมินเป็นเหมือนสยามสแควร์ แต่เดินสบายกว่า มีลานกว้าง ร้านรวงเป็นร้านๆ ขายพวกของแฟชั่น และแบรนด์เนมก๊อป พวกที่ไปด้วยกันหอบกระเป๋าแฟชั่นกลับไปหลายโหล ที่ดีอีกอย่างคือเขามีตำรวจตระเวณตลอด ไม่มีหาบเร่ จะมีคนขายผลไม้หอบลังโฟมมาตั้งบ้าง ก็ประเดี๋ยวประด๋าว เพราะโดนไล่ที่ ผลไม้เขาขายเข้าที เสียบแคนตาลูปฝานเป็นไม้ๆ หรือเสียบลูกไหนสามลูก (ลูกไหนคือลูกพรุนสด) มะม่วงเหลืองๆ หนุ่มสาวเซินเจิ้นชอบมาก
เรื่องชอบเอาไม้เสียบนี่ ผมไปเจอเขาขายอาหารประเภทหม้อร้อนคล้ายสุกี้ของเรา ในฟู้ดเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง เขาบรรจงเสียบผักกาดเป็นใบๆ ผักบุ้งเป็นท่อน เสียบลูกชิ้น เสียบปลาหมึก มีอะไรพวกเสียบไม้หมดทุกอย่าง แล้ววางให้ลูกค้าเลือกเป็นพวกๆ เลือกได้กี่ไม้ๆ ส่งให้คนทำหลังเคาน์เตอร์เอาไปลวกในน้ำ แล้วตักน้ำซุปใส่ชามมา ไปนั่งกิน ราคาคิดตามจำนวนไม้เป็นผักหรือเนื้อสัตว์ครับ
ด้วยความที่เซินเจิ้นมีคนมากประมาณ 20 ล้านคน มีรายได้ต่อหัวสูงถึงอันดับ 4 ของประเทศ ในเมืองยิ่งหนาแน่น จึงแย่งกันกินแย่งกันใช้ ค่าครองชีพก็สูง อาหารจานด่วนธรรมดาๆ อย่างข้าวหน้าแกงกะหรี่ ราคาจานละ 20 หยวน หรือ 100 กว่าบาท คนที่ไปด้วยเขาสั่งข้าวหมูเกาหลี ได้ข้าวสวย หมูชุบแป้งทอดชิ้นไม่ใหญ่ ไข่ดาวอีกสองฟอง เกือบ 200 บาท โอ้...อุแม่เจ้า ขอกลับไปกินข้าวไข่ดาวที่บ้านโดยด่วน
ระบบร้านอาหารจานด่วนของเขาน่าสนใจ เหมาะสำหรับการรับลูกค้าจำนวนมาก โดยการจำกัดอาหารไว้ไม่กี่อย่าง เช่น ข้าวเกาหลี ข้าวแบบญี่ปุ่น สปาเกตตี้ ฯ พร้อมเครื่องดื่ม ทำรูปติดไว้ เมื่อลูกค้ามามากๆ ก็เข้าคิวจ่ายตังค์ ผมใช้ชี้ๆ รูปเอา เพราะยังไงพูดกันไม่รู้เรื่อง แล้วนำบิลล์ไปรับเครื่องดื่มตรงเคาน์เตอร์อีกที่หนึ่ง พร้อมกับถาด แล้วเลื่อนตามคนหน้าไปเรื่อยๆ กุ๊กข้างในหลายคนทำตามออเดอร์ไล่ไป อาหารใช้ตักโน่น ตักนี่ใส่ข้าว ราดน้ำซอสหน่อย จึงเสร็จเร็ว ไม่ต้องรอนาน ทุกอย่างทำไว้แล้ว อาหารได้ครบตามต้องการไม่ผิดเพี้ยน
อีกร้านหนึ่งเป็นร้านอาหารจีนที่มีหลายสาขาในเซินเจิ้น เป็นร้านขนาดใหญ่ มีโต๊ะเกิน 20 โต๊ะ แรกเข้าไปงงๆ เหมือนกันว่าจะสั่งอาหารอย่างไร พอนั่งลงที่โต๊ะ บริกรหมวยยกจาน พร้อมตะเกียบในซองกระดาษมาตั้งให้ และใบสั่งอาหาร น้ำชาร้อนๆ ในกา และถ้วยชาเล็กๆ แถมด้วยชามสเตนเลสอีกหนึ่งใบ พวกเรามองหน้ากันว่าเจ้าชามนี้เอามาทำอะไร น่าจะให้เอามาใส่ขยะ เราเลยใส่ขยะโน่นนี่ เกือบทุกร้านบริการให้แบบนี้ ตอนหลังถึงรู้ว่า คนเซินเจิ้นเขาเอาน้ำชาร้อนๆลวกช้อนกับตะเกียบใส่ในอ่างใบนี้ เดี๋ยวบริกรถึงจะมาเก็บไป
ครั้งหนึ่งผมไปฮ่องกง ทุกร้านจะยกแก้วชาแบบแก้วเหล้าให้หนึ่งแก้ว คนไทยยกซดกันเฉย แต่พอเหลียวมองโต๊ะคนจีนข้างๆ เขาเอาตะเกียบลงไปแช่ฆ่าเชื้อแหะ ช่างสะอาดกันดีจริงๆ

ผัดบรอคโคลี่
กลับไปที่ร้านในเซินเจิ้น วิธีสั่งอาหารเขาคือนำใบสั่งอาหารนั้นเดินไปที่เคาน์เตอร์อาหารในร้าน ตรงนั้นจะมีอาหารวางเรียงรายกันอยู่ในตู้กระจก เริ่มจากด้านซ้าย มีข้าวต้มขาว ข้าวต้มผสมถั่วเขียว อร่อยดี ข้าวต้มผสมลูกเดือยออกรสหวานปะแล่ม ข้าวต้มฟักทอง แล้วก็เป็นพวกซาลาเปา หมั่นโถว เสี่ยวหลงเปา ถัดมาเป็นอาหารพวกโรตี แป้งนึ่ง ทอด ใส่ไส้กุยช่าย หรือ โรยต้นหอม ต่อมาเป็นพวกอาหารก๋วยเตี๋ยวน้ำ ชี้เครื่องใส่ได้ตามชอบ ล็อกสุดท้ายเป็นอาหารจานเล็กๆ บรอคโคลี่ผัดดอกโตสีเขียวน่ากินมาก วิธีผัดง่ายๆ ใช้ลวกน้ำผสมเกลือให้เขียวสด ร้านอาหารจีนนิยมใช้โซดาไบคาร์บอเนตหรือผงฟูทำขนมอบ โปรยใส่น้ำเดือด แล้วหย่อนบรอคโคลี่ลงไป ต้มพอเขียวดี ตักขึ้นแล้วผ่านน้ำเย็น จะเขียวสวยอยู่อย่างนั้น ผัดบรอคโคลี่ของเขาไม่มีรสชาติอะไรมาก ผสมซีอิ๊วนิดหน่อยเอง แต่เคี้ยวเพลินดี

ผัดเส้นบุกกับสาหร่าย
ยังมีถั่วงอกผัด ผักบุ้งผัด เส้นบุกยาวๆผัดกับสาหร่ายสีเขียวยาวกรุบๆ แครอทอีกหน่อย กุ๊กของเขาผัดอยู่หลังเคาน์เตอร์ ลงกระทะใหญ่ทีเดียว ใส่น้ำมัน ใส่ผัก เครื่องปรุงคงจะหนีไม่พ้นซีอิ๊ว น้ำมันงา รอผักสลดดีตักใส่ถาดรอคนตักแจกจ่าย อาหารผัดแต่ละอย่างน้ำมันค่อนข้างมากตามสไตล์อาหารจีน กินแล้วเดินขึ้นลงรถไฟฟ้าพอขจัดไขมันไหวครับ
ข้างหลังด้านบนเขาจะติดรูปอาหารโชว์ไว้ด้วย แต่เราใช้วิธีชี้ๆ อาหารในตู้กระจก พร้อมยื่นใบสั่งอาหารให้เขาปั๊มตรายางตรงชื่ออาหารนั้นเป็นเรียบร้อย เรารอเขาตักอาหารแป๊บเดียว เอาใส่ถาดถือกลับโต๊ะได้เลย

ซี่โครงเซินเจิ้น
อาหารจานหนึ่งที่คนในคณะติดใจ และเป็นที่มาของชื่อเรื่องตอนนี้คือ ซี่โครงเซินเจิ้น เป็นกระดูกติดเนื้อต้มจนเปื่อย แทะมันมาก ที่จริงมันชื่ออะไรก็ไม่รู้ และไม่ใช่ซี่โครง แต่เป็น “เอียเล้ง!”
ไม่ผิดครับ เอียเล้งหรือกระดูกสันหลังหมู มีเนื้อติดอยู่ตามซอก คนจีนสอนให้ไทยเอามาต้มน้ำซุปทำน้ำก๋วยเตี๋ยว หวานอร่อยนัก อยู่เมืองไทยเรามักจะได้แทะเอียเล้งต่อเมื่อร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ ตักเอียเล้งมาให้แทะด้วย
เอียเล้งมีขายเป็นกิโล ตามตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต โลหนึ่ง 50-60 บาท ต้มน้ำซุปได้หม้อใหญ่ โดยผสมพริกไทยเม็ด รากผักชี (รสแบบไทยๆ จีนไม่ใส่) กระเทียม น้ำตาลกรวด อาจจะเพิ่มหัวไชเท้า ต้นหอมมัดทั้งกำ หอมใหญ่ ก่อนต้มล้างน้ำเอียเล้งเที่ยวนึง ใส่ลงหม้อ ต้มไฟแรงก่อน พอเดือด หรี่ไฟ แล้วคอยช้อนฟองทิ้ง อย่างนี้จะได้น้ำซุปใส ไม่ขุ่น กระดูกหมูอีกอย่างที่เอามาต้มน้ำซุปคือ คาตั้ง หรือกระดูกท่อนขาหมู ต้องเอามาล้างสะอาด ทุบให้แตก แล้วต้มพร้อมกับน้ำเย็น บางรายว่าต้องต้มน้ำเดือดก่อน ค่อยหย่อนคาตั้ง
ทุกโต๊ะที่ร้านนี้ต้องสั่งซี่โครงเซินเจิ้น บางรายสั่งข้าวหนึ่งถ้วย และซี่โครงแค่นั้น อย่างอื่นไม่เอา นั่งแทะพุ้ยข้าวอย่างเมามัน คนจีนที่นี่ดีอย่าง ไม่ว่าจะเดินกิน หรือกินในร้านอาหาร เขาแจกถุงมือพลาสติคให้ข้างหนึ่ง เอาไว้ใส่มือซ้ายหยิบจับอาหารโดยไม่ต้องล้างมือ และเลอะมือ นับว่าเป็นเรื่องอนามัยที่เราควรเอาอย่าง
เอียเล้งต้มเปื่อยนี้เขาเสิร์ฟมาแห้งๆ ต้องสะเด็ดน้ำให้ดีก่อนเสิร์ฟ เห็นเขาตักขึ้นมาจากหม้อรออยู่ในตะแกรง บางอันก็แทะง่ายเปื่อยดี บางอันต้องเอาตะเกียบแคะ โดยเฉพาะเนื้อไขข้างในโพรง ผสมเลือดผสมไขอร่อยเขาล่ะ
ผมนั่งวิเคราะห์แล้วว่าเอียเล้งตุ๋นนี้น่าจะต้องหมักก่อนแล้วมาตุ๋นจนเปื่อย
เมื่อกลับมากรุงเทพ คู่หูที่ไปด้วยกันไม่รอช้า ไปซื้อเอียเล้งมา 1 กิโล เลือกที่เนื้อติดเยอะๆ เอามาหมักซีอิ๊วดำเค็ม ซีอิ๊วขาวอย่างดีหอมๆ เหล้าจีน (ฉลากสีฟ้าๆ) น้ำมันงา พริกไทย เกลือนิดหน่อย และผงพะโล้สำเร็จรูป หมักไว้ประมาณครึ่งวันนอกตู้เย็น แล้วก็ใส่น้ำต้ม เติมซีอิ๊วอีกนิดหน่อยให้ดำๆ เข้าไว้ หย่อนอบเชยลงไป 1 แท่ง โป๊ยกั๊กอีก 2-3 ดอก เดือดแล้วเปิดไฟรุมๆ ต้มไปอีกชั่วโมงกว่า
ผลสำเร็จ ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำให้ดี จัดใส่จานเหมือนซี่โครงเซินเจิ้นเปี๊ยบ เอาไปให้คนในคณะที่ไปด้วยชิม เออ..บอกว่าคล้ายๆ ใช้ได้ คนที่ไม่ได้ไปด้วยขอชิม บอกแทะลำบากจังพี่ ขอเป็นซี่โครงหมูแทนไม่ได้เหรอ แต่ทุกคนชมเหมือนกันว่าหอม รสชาติดี เค็มหน่อยๆ เปื่อยกำลังดี
อย่างนี้น่าเอาไปทำขายครับ ดัดแปลงเป็นซี่โครงอ่อนหรือซี่โครงแก่ผมก็ว่าแทะมันดี แต่เป็นเอียเล้งต้นตำรับนี่แหละดี กระดูกทิ่มจมูกทิ่มแก้มดี และได้แคะกันสนุกสนาน สูตรนี้ไม่หวงลิขสิทธิ์ เพราะผมก็ก๊อปเขามา แบบเดียวกับเซินเจิ้นก๊อปของแบรนด์เนมล่ะครับ




